วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อนายกฯประยุทธ์เจอทรัมป์

นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชามีกำหนดจะพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์วันนี้ (เวลาวอชิงตัน) เร็วกว่าที่วางเอาไว้หนึ่งวัน...

คนไทยคาดหวังอะไรจากการพบครั้งนี้?

ก่อนอื่นต้องหวังไว้ก่อนว่าทรัมป์จะไม่เรียก Thailand เป็น Taiwan!

เมื่อลงรายละเอียดของการสนทนา ความคาดหวังข้อแรกก็คงจะเป็นการให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับสู่ภาวะเดิมโดยเร็ว อันหมายความถึงการคบหากันในทุก ๆ ด้านทั้งการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคมและความมั่นคง

ข้อสองก็น่าจะเป็นการทำความเข้าใจในบทบาทของไทยกับสหรัฐในภูมิภาคนี้เพื่อให้เกิดภาวะการถ่วงดุลย์อำนาจของมหาอำนาจอันเหมาะสม ป้องกันเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่จะมีผลกระทบทางลบต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้

ในอีกแง่หนึ่งทรัมป์ก็คงคาดหวังว่าการพบปะกับผู้นำไทยจะนำไปสู่การค้าขายที่จะมีดุลการค้าที่ดีขึ้นสำหรับสหรัฐฯ และการที่ไทยจะซื้อของจากสหรัฐฯมากขึ้น อีกทั้งยังหวังว่าไทยจะคงความเป็นมิตรต่อสหรัฐ

ทรัมป์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” เท่ากับโอบามา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะทิ้งหลักการเรื่องเหล่านี้ไปทั้งหมด จึงไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับรัฐบาลไทยที่จะถือว่าเมื่อทรัมป์เปิดประตูทำเนียบขาวให้กับผู้นำไทยแล้ว, เสียงวิจารณ์จากประชาคมโลกเรื่องกระบวนการการเมืองของไทยจะหดหายไป หรือเราจะทำอะไรที่ผิดหลักสากลได้โดยไม่ต้องสนใจไยดีกับความเห็นของคนอื่น ๆ ในเวทีสากลอีก

ต้องไม่ลืมว่าทรัมป์เป็นนักต่อรอง และไม่ว่าจะเป็นหัวข้ออะไร หากเขาสามารถนำมาใช้ในการต่อรองให้เขาได้ประโยชน์ ทรัมป์ก็จะไม่ลังเลที่จะใช้ข้ออ้างเหล่านั้นมา “ยื่นหมูยื่นแมว” อย่างแน่นอน

แน่นอนว่าทรัมป์ต้องการให้ประเทศทั้งหลายในโลกกดดันเกาหลีเหนือเพื่อให้สหรัฐฯชนะเกมการเมืองกับเปียงยาง และเขาก็คงจะหวังว่าผู้นำไทยที่ไปเยือนจะประกาศร่วมมือกับสหรัฐฯในเรื่องนี้อย่างเหนียวแน่น

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ส่งเทียบเชิญผู้นำในอาเซียนหลายคนมา (ก่อนหน้านี้นายกฯหลี่เสียนหลงของสิงคโปร์และนาจิบ ราซัคแห่งมาเลเซียก็ไปจับมือกับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวแล้ว) ก็เพราะต้องการสกัดอิทธิพลของจีนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

จีนกำลังรุกหนักในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในย่านนี้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย, สิงคโปร์หรือกัมพูชากับพม่า

ล่าสุดจีนรุกคืบทางการเมืองและการทูตต่อพม่าอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตกรณีโรฮิงญา

พม่าถูกประชาคมโลกวิพากษ์กรณีโรฮิงญาอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นโลกตะวันตกหรือแม้เลขาธิการสหประชาชาติ ถึงขั้นที่กล่าวหาว่าอองซานซูจีกำลังสนับสนุนให้เกิด “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ผู้นำจีนทวนกระแสนั้นด้วยการออกมาแสดงความเห็นใจรัฐบาลพม่า และยืนยันว่าเรื่องนี้เป็น “ปัญหาภายใน” ของพม่าที่จีนและชาติอื่นไม่ควรจะเข้าไปแทรกแซง

เท่ากับได้ใจของผู้นำพม่าไปอย่างมาก และสามารถกลบอิทธิพลของอเมริกาที่มีอยู่ในระดับสูงมากสมัยที่โอบามามากดดันให้ทหารพม่ายอมถอยเพื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งจนอองซานซูจีได้บริหารประเทศวันนี้

การพบปะระหว่างผู้นำสหรัฐฯกับไทยที่ทำเนียบขาวในวันพรุ่งนี้จึงมีความสำคัญในการตอกย้ำว่าทั้งสองประเทศที่คบหากันมายาวนานยังมีความแนบแน่นในความสัมพันธ์แต่ในขณะเดียวกันไทยจะต้องแสดงถึงความเป็น “ตัวของตัวเอง” ที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯหรือจีนหรือรัสเซียอย่างระแวดระวังเพื่อคงไว้ซึ่งดุลยภาพที่ถูกต้องและเหมาะสม

ในภาวะความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์มีสูงเช่นนี้ ไทยต้องพร้อมจะปรับแนวทางปฏิบัติต่อสหรัฐได้ตลอดเวลาเช่นกัน!