อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าใช้ของปลอม

อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าใช้ของปลอม

ไม่กี่วันที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่ทีมใหญ่ที่ จ.สระแก้ว เพื่อตรวจราชการและ“เร่งเครื่อง”เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนั้นยังกำชับเรื่องของการแก้ไขปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ที่เราก็รู้กันว่าที่ผ่านมา โรงเกลือ อรัญประเทศ คือ ขุมทรัพย์ของนักช้อปของเลียนแบบระดับประเทศ แต่ตอนนี้ก็น้อยลงไปมากเพราะว่าทางการปราบปรามเข้มข้นชนิดที่บรรดาลูกค้าเก่าๆ มองค้อน

พูดถึงเรื่องของเลียนแบบหรือที่เราเรียกติดปากว่า “ของก๊อป” นั้น ปัญหานี้มีมาช้านาน เพราะบรรดาแบรนด์สินค้าหรูหรา (Luxury Goods) ทั้งหลายต่างก็มีเรื่องราวที่ดึงดูดใจ การนำเสนอผ่านการสื่อสารการตลาดที่ยั่วยวนให้บรรดาผู้ที่หลงใหลของแบรนด์เนมอยากควักเงินหมื่นเงินแสนเพื่อซื้อเป็นเจ้าของ เพราะของหรูหรานี้กลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกสถานะทางสังคม (Social Status) ว่ามีฐานะ มีรสนิยม

หากแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเงินซื้อของเหล่านี้ได้ จึงเกิดช่องว่างให้พ่อค้าหัวใสทำของเลียนแบบขึ้นมาขายในราคาที่ถูกกว่าเป็นร้อยเท่า แม้จะเป็นของปลอม (Counterfeit Products) แต่อย่างน้อยรูปทรง สี ขนาดที่ทำเลียนแบบก็ยังพอไปวัดไปวาได้ อย่างน้อยก็คล้ายๆ (Similar) กับชิ้นที่ดีไซเนอร์ระดับโลกออกแบบ จึงเกิดขบวนการค้าของปลอมเกิดขึ้นจำนวนมาก 

ว่ากันว่าใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสินค้าเลียนแบบยอดขายเติบโตมากกว่า 100 เท่าตัวเลยทีเดียว โดยมูลค่าตลาดในปี 2558 พุ่งสูงเกือบ 1.8 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 5% ของตัวเลขการค้าโลกทั้งหมด จึงถือว่าเรื่องของปลอมนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก

ถ้าทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ของปลอมเหล่านี้แทรกซึมกับชีวิตของพวกเราขนาดไหน มีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า 20% ของภาพที่โพสต์บนอินสตาแกรมเป็นภาพสินค้าปลอม โดยแบรนด์หรูที่ถูกโพสต์และติดแฮชแท็กมากที่สุดคือ ชาแนล(Chanel) รองลงมาคือ พราด้า(Prada) และ หลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ขณะที่สุดยอดแบรนด์อย่างแอร์เมส (Hermes) ติดอันดับที่ 8 และแบรนด์แว่นตาอย่างเรย์ แบน (Ray-Ban) และโอคเลย์ (Oakley) ติดอันดับที่9 

เรื่องที่น่าขันคือคำสำคัญที่บรรดาผู้ขายของปลอมใช้บนโลกออนไลน์ใช้มากที่สุดคือคำว่า ของแท้ (Original) ซึ่งพบถึง 36.4%  รองลงมาคือ สต็อกสินค้า(Stock) ที่ 18% ส่วนช่องทางการติดต่อซื้อขายนั้น พบว่าเกิดขึ้นบนโปรแกรม ว็อทส์แอพ(Whatsapp) มากถึง 53% และ วีแชท(WeChat) ในสัดส่วน12%  บอกเท่านี้ก็พอจะทราบว่า ธุรกิจของลอกเลียนแบบไปเฟื่องฟูอยู่ที่จุดไหนกันบ้างครับ

พูดกันแบบนี้ก็ใช่ว่าจะปิ๊งไอเดีย เกิดอยากนำเข้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์มาขายกันนะครับ เพราะว่าผิดกฎหมาย มีพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2550 ควบคุม หากทำผิดอาจโดนจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเป็นบทลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ทำผิดกฎหมายอย่างไรก็รวยยาก ไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุน สุดท้ายก็ต้องกลับมามองจุดที่เหมาะสมกับตัวเอง ใช้จ่ายให้พอเหมาะ สะพายกระเป๋าแบรนด์ไทยหรืองานฝีมือที่คุณภาพดี ราคาประหยัด น่าภูมิใจกว่าหิ้วสินค้าเลียนแบบที่ผลิตออกมาจำนวนมากอย่างฉาบฉวย ดีไม่ดีอาจโดนจับในต่างประเทศโทษฐานใช้ของปลอมด้วย ถึงตอนนั้นจะบ่นว่าไม่น่าเลย...ก็สายไปเสียแล้ว