โอกาสยังมี! เมื่อกาแฟไทยปลูกไม่พอกิน

โอกาสยังมี! เมื่อกาแฟไทยปลูกไม่พอกิน

ตอนนี้กาแฟกำลังราคาดีครับ ชาวไร่กาแฟที่ภาคใต้กำลังยิ้มกว้างเพราะว่าราคาดีมา3-4 ปีแล้ว

ถ้าดูแนวโน้มพบว่าการดื่มกาแฟของคนไทยเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันบริโภคปีละประมาณ 8 หมื่นตัน ขณะที่ในประเทศผลิตได้ไม่ถึง3 หมื่นตัน ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องนำเข้าจากต่างประเทศแทน เป็นช่องว่างที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยอย่างยิ่ง

                กาแฟโรบัสต้ามีเอกลักษณ์เรื่องรสชาติที่เข้มเอาเรื่อง ปริมาณคาเฟอีนสูงกว่ากาแฟอะราบิก้าที่รสชาติละมุนลิ้น  กาแฟโรบัสต้านอกจากใช้ทำเป็นกาแฟสดที่เราดื่มกันแล้ว โดยปกติร้านกาแฟก็จะผสมรวม(Blend)เมล็ดกาแฟโรบัสต้าและอะราบิก้าด้วยกัน เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของกลิ่นและรสชาติที่แตกต่างกันไป

                นอกจากนี้ กาแฟโรบัสต้าจะถูกแปรรูปเป็นกาแฟสำเร็จรูป(Instant Coffee)ที่ชงพร้อมดื่ม หรือผสมครีมเทียมและน้ำตาลเป็น’ทรีอินวัน’ก็ได้

                ในปี2016 ตลาดกาแฟโรบัสต้าของโลกเจอปัญหาพอสมควร เพราะแหล่งผลิตใหญ่อย่างบราซิล เวียตนาม หรืออินโดนีเซียเจอกับภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกับปริมาณผลผลิตที่ได้ ขณะที่ประเทศไทยโดยเฉพาะในภาคใช้ที่มีความชื้นเหมาะสมกับการปลูกกลับผลิตออกมาได้ดี

                 ‘ปิยะ หนูสุด’ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้ปลุกกาแฟจังหวัดชุมพร ให้ข้อมูลกับรายการ Business101 ว่า กาแฟโรบัสต้าปลูกง่ายกว่าอะราบิก้า ปัจจุบันผลผลิตของพี่น้องผู้ปลูกกาแฟอยู่ที่ 300-350 กิโลกรัมต่อไร่ และราคาช่วงนี้ถือว่าดีที่สุดในรอบทศวรรษคือมากกว่า100 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนในช่วงเก็บเกี่ยวอยู่ที่ไร่ละไม่เกิน 60 บาท จึงยังพอมีส่วนต่างให้ชาวไร่กาแฟลืมตาอ้าปากได้

                สหกรณ์ที่ชุมพรมีสมาชิกผู้ปลูกกาแฟประมาณ1พันครัวเรือน แต่ละครัวเรือนเมื่อเก็บเกี่ยวผลกาแฟ จะนำไปสีและได้’กาแฟสาร’ ซึ่งจะถูกขายต่อเพื่อนำไปคั่วต่อไป โดยสหกรณ์จะติดต่อกับโรงคั่วขนาดใหญ่เพื่อขายในปริมาณมาก กาแฟทรีอินวันต้องขายให้กับโรงคั่วขนาดใหญ่ เพราะลำพังสหกรณ์เองไม่มีเงินทุนสำหรับการซื้อเครื่องจักรเพื่อใช้ในกระบวนการดังกล่าว

                กาแฟโรบัสต้ามีรสชาติเปรี้ยวในตัว จึงต้องผ่านการบ่มกาแฟซึ่งกินเวลา 8 เดือน ถึง 1ปี กว่าที่จะนำมาคั่วได้ โดยปกติชาวไร่กาแฟใช้เวลาปลูกกาแฟ2-3ปี จึงจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งถือว่าใช้เวลาไม่นานนัก ส่วนการเลือกพื้นที่ปลูกนั้น ต้องอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ800 เมตรขึ้นไป ขณะที่ความชื้นต้องเหมาะสมด้วย จังหวัดชุมพรจึงเป็นที่ตั้งที่เหมาะสมและปลูกกาแฟโรบัสต้ามากที่สุดของประเทศ

                แม้ว่าราคาขายจะต่ำกว่ากาแฟอะราบิก้า แต่ทางสหกรณ์ก็ใช้วิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้เมล็ดกาแฟด้วยการบ่มกาแฟจนรสชาติดี หอม และเปรี้ยวน้อยลง จึงทำตลาดได้ง่ายขึ้น

                ‘ปิยะ’ ยังชี้ให้เห็นว่าปัญหาของคนทำไร่กาแฟคือปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะที่ชุมพรไม่ค่อยได้ใช้แรงงานต่างด้าว แต่เป็นแรงงานคนไทยจากทางภาคอีสานที่เสร็จจากการเก็บเกี่ยวข้าวในหน้านามากกว่า ซึ่งควบคุมปริมาณคนได้ยากสวนทางกลับลักษณะงานที่ต้องใช้แรงงานสูง  ขณะที่ผู้ปลูกกาแฟยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านเกษตรกรรมรวมถึงโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วย

                เนื่องจากในพื้นที่มีพืชเศรษฐกิจหลายตัว บางส่วนอาจจะปลูกไปพร้อมกับยางพารา ขณะที่ส่วนใหญ่จะปลูกกาแฟเชิงเดี่ยวมากกว่า จึงยังไม่เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า 

                แต่ความหวังยังมีเสมอ ล่าสุดทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนให้ตั้งเครือข่ายกาแฟเพื่อผนึกกำลังชาวกาแฟทั้งภาคเหนือที่โดดเด่นเรื่องการเพาะปลุกพันธุ์อะราบิก้า และภาคใต้ที่ปลุกพันธุ์โรบัสต้า โดยให้การสนับสนุนเรื่องขององค์ความรู้ในการเพาะปลูก แหล่งเงินทุน และการบริหารจัดการไร่กาแฟออย่างเป็นระบบครับ

                ถ้ารวมพลังกันแบบนี้ ดูท่ากาแฟไทยอาจจะไปได้ไกลกว่าที่เราเคยฝันก็เป็นได้