ไทยจะเป็น cashless society อาจต้องเริ่มที่วินมอเตอร์ไซค์

ไทยจะเป็น cashless society อาจต้องเริ่มที่วินมอเตอร์ไซค์

ผมเห็นรูปและข้อความในทวิตเตอร์ของคุณ khajochi วันก่อนแล้วทำให้คิดถึงประเทศไทยกำลังจะเป็น cashless society แล้วจริง ๆ

พี่วินมอเตอร์ไซค์ที่สยาม แกบอกว่าจ่ายด้วยแอพ KBank ก็ได้นะครับ ไม่ต้องใช้เงินสด แกก็โชว์ QR Code ออกมาให้สแกน โอ้วว สุดยอด

นี่คือปรากฏการณ์ข้างถนนที่สะท้อนถึงความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้น เป็นความเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญยิ่งต่อการที่ประเทศไทยจะรู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อลดขั้นตอน อำนวยความสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายสำหรับวิถีชีวิตของคนเดินถนน

วันที่ผมไปสัมภาษณ์แจ๊ค หม่าแห่งอาลีบาบากรุ๊ปเขาเล่าแผนที่จะทำให้ทั้งประเทศจีนเป็น cashless society (สังคมไร้เงินกระดาษ) ภายในห้าปี

เขาเริ่มจากที่หางโจว บ้านเกิดเขาก่อนและทำกันอย่างเป็นกิจลักษณะ

ไม่เพียงแต่เขาใช้ QR Code ในมือถือจ่ายเงินจ่ายทองกันเท่านั้น Ali Pay และคู่แข่งหลัก WeChat ก็ยังเปิดบริการให้ฝากเงินถอนเงินผ่านมือถือ

อีกทั้งยังสามารถกู้เงินผ่านมือถือได้ ใช้เวลา 3 นาทีพิจารณาว่าจะให้กู้หรือไม่

เขาทำได้อย่างไร? เมื่อผู้บริโภคทำกิจกรรมทุกอย่างบนมือถือ ข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ของทุกคนก็ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลกลายเป็น Big Data ที่นำไปวิเคราะห์ถึง credit profile ของทุกคนได้

แปลว่าเขารู้ว่าคุณชอบซื้ออะไร คุณใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน คุณมีรายได้โดยประมาณเท่าไหร่ และคุณมีเงินเก็บอย่างไร

ดังนั้นเมื่อคุณขอกู้เงินผ่านมือถือ เขาก็สามารถจะตรวจประวัติและสถานภาพความน่าเชื่อถือทางด้านเงินทองของคุณได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะตัดสินว่าเขาจะให้คุณกู้หรือไม่

ที่น่าทึ่ง (หรือตกใจ) กว่านั้นก็คือผู้ตัดสินว่าจะให้คุณกู้หรือไม่และจะคิดดอกเบี้ยคุณเท่าไหร่นั้นไม่ใช่คน หากแต่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขาเขียนขึ้นมาเพื่อจะทำธุรกิจนี้โดยเฉพาะ

ในเมืองไทย เราเห็นสถาบันการเงินและแบ็งก์ชาติกำลังขยับไปในทิศทางเดียวกันซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีเพราะการแข่งขันเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีและสร้างบริการ ไร้รอยต่อ ให้กับประชาชนเป็นหนทางแห่งความอยู่รอดของทุกอุตสาหกรรมในยุคดิจิตัลนี้

และหากเราจะก้าวไปสู่ความเป็น 4.0 อย่างแท้จริง เอกชนจะต้องผนึกกำลังเพื่อผลักดันให้การก้าวเดินไปข้างหน้าเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะลำพังจะหวังให้รัฐบาลและหน่วยราชการนำพาประเทศไปสู่ทิศทางนั้นย่อมไม่เกิดผลอันพึงประสงค์ได้อย่างแน่นอน

ความหวังของประเทศชาติคือนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ของภาคเอกชนที่กล้าทดลอง, กล้าล้มเหลว, และกล้าก้าวออกจาก พื้นที่แห่งความคุ้นชิน” (comfort zone) เก่า ๆ เท่านั้น