ทำไมการเจรจาเรื่องรถไฟไทย-จีนจึงยืดเยื้อกันมาจนเกือบจะเป็นรอบที่ 20 ที่กำหนดจะมีขึ้นในเดือนส.ค.นี้ ใช้เวลาพูดคุยกันมากว่า 2 ปีแล้ว
หลายคนต้องการคำตอบ หลายคนสงสัยว่าไทยเราสามารถต่อรองกับจีนได้มากน้อยแค่ไหน และหลายคนเชื่อว่าโครงการนี้มีประเด็นผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นทุกที
อ่านคำให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ใน “ไทยโพสต์แทบลอยด์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจึงเห็นแง่มุมและคำอธิบายทางการของฝ่ายไทย
คุณอาคมบอกว่า
“ไม่มีหรอกครับที่รัฐบาลนี้เจรจาวันแรกแล้วบอกว่าใช้คนงานจีน จะให้ที่กับจีน ไม่มี ที่เขาออกมากุเรื่องนี้เพราะมาจากประเทศลาว เพราะของลาวเขาให้แบบนี้ แต่หากให้จีนลงทุน 100% เขาต้องเอา เขาต้องเจรจากับเราว่าหากให้เขาเอาเงินมาลงทุน เขาต้องขอ 1-2-3-4 เราบอกถึงคุณลงทุนผมก็ไม่ให้ ถึงได้มีการเจรจากันอยู่ ในช่วงแรกให้จีนลงทุน 100% แล้วก็มาเป็น 70% ก็ยังไม่ได้ แล้วก็มาที่ 60% สุดท้ายจีนก็ไม่ลงทุน ก็อย่างที่นายกฯพูด คือจีนเขาไม่เคยลงทุนที่ไหน อย่างที่ลาวก็เป็นลักษณะการลงทุนร่วม และเขาขอสิทธิ์เยอะมาก ผมก็บอกว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่แบบรัฐบาลลาว ไม่มี” รมต. คมนาคมบอก
และเสริมว่า “ผมย้ำเลยตั้งแต่วันแรกว่า รัฐบาลไม่เคยที่จะไปแลกสิทธิ์พวกนี้กับเขา เคลียร์กันตั้งแต่วันแรก และหลายประเทศ จีนก็ไปทำแบบนี้ คือเราก็ รู้ว่าจีนไปทำสัญญาที่ไหนบ้าง แล้วเขาก็ได้ประโยชน์อะไรบ้าง ประเทศไทยไม่หมูครับ เจอรัฐบาลนี้ไม่หมูครับ ก็สู้กันมาตลอด”
มีคำถามว่าผลตอบแทนจากการลงทุนรถไฟไทย-จีนจะต่ำ รมต. คมนาคมบอกว่าไม่มีโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงประเทศไหนเปิดแล้วมีกำไรเลย เพราะการที่ลงทุนสูงแต่คิดค่าโดยสารแพงไม่ได้ รัฐบาลจึงต้องอุดหนุนเรื่องค่าก่อสร้าง ค่าโดยสารต้องต่ำ อีกทั้งยังต้องมีรายได้จากร้านขายของในสถานี โครงการห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมรถไฟ เช่นโรงแรมปากช่องโฮเต็ลเป็นต้น
สรุปว่า 60% มาจากรายได้ที่ไม่ใช่ค่าโดยสาร
“รถไฟความเร็วสูงจากญี่ปุ่นและจีนเหมือนกัน บางสถานีพัฒนาขึ้นมาเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า พวกนี้เป็นรายได้ของรถไฟความเร็วสูง แต่ปัญหาของเราคือเรื่องการเวนคืน เราเวนคืนที่มาทำสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะกฎหมายเวนคืนให้เวนคืนเฉพาะที่ใช้ประโยชน์เพื่อก่อสร้าง ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องข้อนี้อยู่” รมต. คมนาคมชี้แจง
ข่าวอีกกระแสหนึ่งบอกว่าในช่วงแรกของการเจรจา ฝ่ายจีนขอค่าศึกษาความเหมาะสมของโครงการ เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ฝ่ายไทยแย้งว่านี่เป็นโครงการ “จีทูจี” เป็นความร่วมมือสองรัฐบาล ไม่ควรจะมีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายส่วนนี้
อีกประเด็นหนึ่งของการเจรจาคือฝ่ายจีนเรียกราคา “ค่าแบบ” ฝ่ายไทยบอกขอดูรายละเอียดก่อน แต่ฝ่ายจีนบอกไม่มีรายละเอียดเพราะยังไม่ได้ออกแบบ
เมื่อฝ่ายจีนขอให้ไทยจ่ายค่าออกแบบก่อน ไทยก็ย้อนกลับไปว่ายังไม่ได้ลงนามในสัญญา จะจ่ายค่าแบบได้อย่างไร
ทางจีนบอกให้ฝ่ายไทยเสนอคณะรัฐมนตรีก่อน ฝ่ายไทยแย้งว่ายังไม่มีแบบ เสนอ ครม. ไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่การเจรจาวนไปมาในประเด็นเหล่านี้ จนคณะทำงานฝ่ายไทยขอให้ รมต. คมนาคมไทยคุยกับผู้ใหญ่ฝ่ายจีนให้ออกแบบก่อนเพราะเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่การจ้างให้จีนทำโครงการนี้แต่อย่างไร
หลังจากออกแบบแล้ว ก็ต่อรองกันเรื่องค่าจ้างออกแบบซึ่งรวมถึงค่าจ้างวิศวกร ใช้เวลาอีก 6 เดือน ต่อรองกันอย่างเข้มข้นจน ครม. อนุมัติที่ 1.70 พันล้านบาท
จากนี้ไปยังต้องต่อรองกันเรื่องค่าคุมงานและการถ่ายโอนเทคโนโลยีอีก
รมต. คมนาคมอาคมบอกว่า “ประเทศไทยไม่ใช่หมู” ต้องต่อรองกันอย่างสุดฤทธิ์
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือจะต้องมีความโปร่งใสและเปิดเผยรายละเอียดทั้งสิ้นทั้งปวงให้ประชาชนคนไทยได้รับรู้ตลอดเวลา






