วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผิดหวังผลประกอบการ

ผิดหวังผลประกอบการ

สรุปภาพรวมตลาด

“ SET index ตลาดหุ้นไทยโดยภาพรวมเดือนก.ค. เกิดแรงขายลดความเสี่ยง เนื่องจากการทดสอบแนวต้าน 1,590-1,592 จุด ไม่ผ่านยืน ซึ่งเป็นจุดที่ระดับราคาของหุ้นรายหลักทรัพย์ของกลุ่มธนาคารมีการกลับตัวขึ้นต่อเนื่อง ตอบรับล่วงหน้าเรื่องของผลประกอบการไตรมาส2/2560 ไว้มากแล้ว การปรับตัวลงของตลาดสร้างจุดต่่าที่ 1,564.05 จุด ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดเล็ก และกลุ่มธนาคารอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดกลุ่มธนาคารปรับลงจากแรงขายSell on Factและผิดหวังกับผลประกอบการที่ต่่ากว่าตลาดคาดจากประเด็นNPLที่เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีหลัง กลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรงตามราคาน้่ามันดิบ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวลงต่อเนื่องและเป็นกลุ่มที่ตลาดให้ความสนใจน้ยอที่สุด และคาดผลประกอบที่จะประกาศอกมาช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนสิงหาคมจะไม่โดดเด่นกว่า ซึ่งราคาได้ปรับลงตอบรับแล้ว ฝ่ายวิเคราะห์ASLจึงคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่มีแรงซื้อระยะสั้นเข้ามาเนื่องจากlaggardกว่ามาก เช่นเดี่ยวกับกลุ่มปิโตรเคมีที่เมื่อมีแรงซื้อเก็งก่าไรในช่วงกลางเดือนขึ้นมาก็เกิดแรงขายลดสความเสี่ยงของผลประกอบจากความกังวลเรื่องStock Loss กลุ่มสื่อสาร มีแรงซื้อโดดเด่นใน INTUCH DTAC ADVANC THCOM ตามล่าดับ เป็นต้น การเคลื่อนไหวระยะสั้นจากนี้จนถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคม มีแนวโน้มผันผวนโดยปัจจัยหลักเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 ที่จะทยอยประกาศออมาก และจะเริ่มเข้าสู่ภาวะแกว่งตัวในกรอบแคบ หรือปรับตัวลงเพื่อรอปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามากระตุ้นตลาด

สรุปผลประกอบการธนาคารที่ประกาศออกมาแล้ว

การประกาศผลการด่าเนินงานในกลุ่มธนาคาร ซึ่งทางฝ่ายวิเคราะห์ ASL ได้แบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่กลุ่มธนาคารที่มีก่าไรสุทธิเพิ่มขึ้นและกลุ่มที่มีก่าไรสุทธิลดลง ประเภทแรกเป็นธนาคารที่มีก่าไรสุทธิเพิ่มขึ้น YoY ได้แก่ธนาคาร TISCO (1,508.14 Btm ,+24.6%) ,TMB (2,330.00 Btm ,+8.3%) ,CIMBT (477.80 Btm ,+30.1%) ,BAY (5,871.00 Btm ,+11.5%) และ BBL (8,047.00 Btm ,+12.20%) โดยทางฝ่ายฯมองว่าธนาคารที่โดดเด่นในกลุ่มนี้คือ TISCO จากการได้รับโอนสินเชื่อรายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ และ TMB ซึ่งมีการต่อสัญญากับ FWD ในธุรกรรม Bancassurance ท่าให้มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเข้ามาประมาณปีละ 1,300 ล้านบาทไปอีก 15 ปี ซึ่งทางฝ่ายฯ ได้จัดท่าบทวิเคราะห์ TMB โดยให้แนะน่า “ซื้อ” และให้ราคาที่เหมาะสมอยู่ที่ 2.82 บาท มีupside 23.68% (อิงราคาปิดวันที่ 18 ก.ค. 2560) และForecast กำไรทั้งปี 2560 อยู่ที่ 9,255 ล้านบาท และ EPS 0.21 บาทต่อหุ้น หรือแม้กระทั่งในส่วนของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิตก็มีกำไรอย่าง KTC (1,519.00 Btm ,+25.00%) และ TCAP(3,331.00 Btm ,1.80%) แม้ว่าจะได้รับผลกระทบในการปรับลดดอกเบี้ย MRR ซึ่งส่งผลต่อรายได้ดอกเบี้ยของทั้ง 2 สถาบันการเงินโดยตรงก็ตาม โดยเฉพาะ KTC ที่ทางฝ่ายฯได้วิเคราะห์ว่าราคาที่ลดลงมากว่า 30% หลังมีการประกาศการปรับลดอัตราดอกเบี้ย MRR ลงมาแล้วนั้น ราคาปัจจุบันได้สะท้อนข่าวสารไปทั้งหมดแล้วและมีแนวโน้มที่จะกลับขึ้นไปสู่ราคาในระดับเดิมได้ในขณะที่ธนาคารที่มีก่าไรสุทธิลดลง YoY ได้แก่ธนาคาร LHBANK (616.50 Btm ,-23.10%) ,KTB (3,620.00 Btm , -59.68%) ,KBANK(8,986.00 Btm ,-11.65%) และ SCB (11,911.00 Btm ,7.10%) สิ่งที่เหมือนกันในกลุ่มที่มีก่าไรสุทธิลดลงนั่นคือ การตั้งส่ารองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นซึ่งเห็นได้ชัดใน KTB ที่มีการตั้งส่ารองฯ สูงถึง 13,878 ล้านบาท และมี gross NPLs รอบ 6 เดือน สูงที่สุดในกลุ่มถึง 99,078 ล้านบาท จากลูกหนี้รายหนึ่งที่มีปัญหาด้านสภาพคล่องในขณะนี้ส่วนทางด้าน KBANK ได้ตั้งส่ารองฯ เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจ และ NPLs ส่วนใหญ่ของธนาคารจะเป็นสินเชื่อรายย่อย SMEs มากกว่าลูกหนี้ที่มีปัญหารายดังกล่าว

เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเติบโตในครึ่งปีแรกเป็นแบบกระจุกตัว โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่เป็นผลมาจากด้านราคาและเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ถือว่าดีขึ้น จึงปรับประมาณการการเติบโตภาคการส่งออกอยู่ที่ 3.8% ขณะที่ Highlight เศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปียังคงเป็นภาครัฐบาลและภาคการท่องเที่ยวที่เป็น growth driver ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ประกอบกับยังได้ปรับลดการประมาณการณ์การลงทุนของภาคเอกชนที่จะมีการขยายตัวไม่ได้มาก สภาวะราคาน้ำมันดิบโลกที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 48 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นการกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงการส่งออกที่อาจจะไม่ขยายตัวได้เท่าครึ่งปีแรก ตลอดจนได้คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีนี้ไว้ที่ 1.50% ตามเดิม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดจาก 0.25% มาอยู่ที่ 1.00-1.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 13-14 มิ.ย.60 และประเมินว่าเฟดจะเริ่มปรับลดขนาดงบดุลเร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้เดิมและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้ซึ่งส่งผลต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าภูมิภาค(ทั้งๆที่ค่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ สรอ.) เนื่องจากมีเงินทุนไหลเข้าประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะในตลาดพันธบัตร มีแรงขายเงินสกุลดอลลาร์สรอ. ของผู้ส่งออกไทยที่มีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาทางการเมืองของทรัมป์เองที่เป็นเหตุให้เงินทุนไหลกลับมาฝั่งภูมิภาคนี้

กลยุทธ์การลงทุน

ในระยะสั้นการปรับตัวลงของSET มีจุดแนวรับที่สำคัญ 1,575-1574 และ 1,570 การปรับทดสอบเน้นยืนเหนือขึ้นไป ความเป็นไปได้ของการปรับตัวต่่ากว่าลงมาจะเกิดจากผลประกอบการที่ออกมาต่่ากว่าตลาดคาดการณ์ไว้ เข่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ดังนั้นแนวโน้มระยะส้นจึงมีโอกาสที่จะปรับตัวลงเพื่อทดสอบจุดต่่าของเดือนก่อหนน้าที่ 1,564 จุดรับส่าคัญของการวิเคราะห์เทคนิคเคิล ไม่ควรต่ำกว่าลงมา ต่่ากว่าจะเป็นการปรับตัวในรูปแบบขาลง แนวต้านหลัก 1,591 / 1,595 จุด