เร่งแก้'แป๊ะเจี๊ยะ' ก่อนสิ้นอายุรัฐบาล

เร่งแก้'แป๊ะเจี๊ยะ' ก่อนสิ้นอายุรัฐบาล

ประเด็นอื้อฉาวว่าด้วยการเรียกรับเงิน “แป๊ะเจี๊ยะ” กลายเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กัน

อย่างหนักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ได้กระทำผิดจริงตามที่มีผู้กล่าวอ้างหรือไม่ เพราะยังอยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงที่กระทรวงศึกษาธิการตั้งขึ้น และกำลังสอบลงลึกไปถึงเส้นทางการเงินของโรงเรียน เงินของสมาคมฯ รวมไปถึงใบเสร็จต่างๆ ที่น่าจะช่วยสร้างความกระจ่างได้มากขึ้นเมื่อมีการตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อย และหวังว่าจะได้มีการเผยแพร่ให้สังคมหายคลางแคลงใจ

อย่างไรก็ดีท่ามกลางคำถามว่ามีการฉ้อฉลเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ผู้เปิดประเด็นมีเจตนาอื่นใดแอบแฝงหรือเปล่า ก็ต้องยอมรับว่าในวงการศึกษาของไทยตั้งแต่อดีต การจ่ายเงินแป๊ะเจี๊ยะมีอยู่จริง ทั้งที่จ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาโรงเรียน การจ่ายเงินผ่านผู้รับสมอ้างเป็นนายหน้าในการฝากเด็กเข้าเรียน หรือบางแห่งก็เป็นการจ่ายเงินผ่านสมาคมผู้ปกครองและครู ที่มีโควตาในการรับเด็ก เช่นเดียวกับผู้บริหารสถานศึกษาเองก็มีเก้าอี้สำรองอยู่ในมือที่พิเศษ ยิ่งกว่าเด็กเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ประการ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเพียงความด่างพร้อยของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ต้องถือว่าเป็นความเสียหายระดับชาติ เพราะเป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติม เอาเปรียบผู้ที่มีโอกาสด้อยกว่าโดยเฉพาะในทางการเงิน อำนาจบารมี ซึ่งต้องยอมรับว่าระบบเหล่านี้ได้ทำให้ระบบการศึกษาไทย ไม่พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เห็นอยู่ทั่วไปทั้งความรวย-จน ความเป็นคนเมือง-คนชนบท การเป็นลูกผู้มีอำนาจวาสนากับลูกชาวบ้านทั่วไป ทั้งที่รัฐบาลนี้เองก็มีนโยบายชัดในการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยรู้ดีว่าจะนำมาซึ่งความแตกแยก

จากกรณีมีผู้เปิดประเด็นกล่าวหา ล่าสุดนี้ได้เกิดการแสดงความคิดความเห็นมากมาย ด้านหนึ่งอ้างว่าในภารกิจที่มากมายของโรงเรียน ลำพังเพียงงบประมาณแผ่นดิน คงไม่สามารถจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียนได้อย่างครอบคลุม จึงจำเป็นต้องรับการสนับสนุนจากผู้ปกครองที่มีความพร้อม ขณะที่อีกด้านก็มองว่าในการจัดการศึกษาของภาครัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินไปอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน จะเอาฐานะหรือความพร้อมมาเป็นตัวกำหนดโอกาสทางสังคมไม่ได้ และรัฐบาลต้องแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานจนแทบจะเป็นเรื่องปกติสามัญ และหยั่งรากลึกจนยากจะแก้ไข ถึงขั้นมีการกำหนดกติกาออกมาชัดเจน 7 กลุ่มเด็กนักเรียนที่มีที่นั่งเรียนเป็นกรณีพิเศษ หลายข้อเป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้ เช่นการให้โอกาสกับบุตรหลานบุคคลที่เสียสละเพื่อชาติ เช่น บุตรของทหารที่ต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ แต่บางกรณีก็น่าเป็นห่วงอย่างเช่นกรณีที่เปิดทางสำหรับผู้ที่มีอุปการคุณกับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นนิยามที่กว้างใหญ่ไพศาล และเหมือนเป็นการเปิดทางให้ผู้มีอำนาจเป็นคนตัดสินใจ

หลายเสียงที่แสดงความห่วงใยไม่ได้ปฏิเสธเงื่อนไขพิเศษสำหรับบุคคลที่ควรจะได้รับสิทธินั้น แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะถึงเวลาที่จะชำระกติกาในการรับเด็กเป็นกรณีพิเศษให้ชัดเจน ไม่เปิดช่องให้มีการทำมาหากินเรียกรับผลประโยชน์ เปิดทางให้ผู้ที่อาจด้อยโอกาสทางสังคมในด้านอื่นๆ ได้มีโอกาสทางการศึกษาไม่แตกต่างกัน รวมทั้งโควตาต่างๆ ในมือผู้อำนวยการ โควตาของสมาคมฯ ที่บางแห่งเป็นเสมือนผู้ทรงอิทธิพลเหนือโรงเรียน เหล่านี้รัฐบาลต้องเร่งสะสางโดยเร็วก่อนที่จะละจากอำนาจใน 1 ปีข้างหน้า