ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานผลการศึกษาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย
ผ่านบิ๊กดาต้าของเครดิตบูโรโดยนำข้อมูลจากสถาบันการเงิน 90 แห่ง ซึ่งไม่รวมระบบสหกรณ์ มีขอบเขตการศึกษาตั้งแต่เดือนธ.ค. 2552-ก.ค. 2559 พบว่าคนไทยมีหนี้ครัวเรือนรวมกัน 9.8 ล้านล้านบาท จากบัญชีสินเชื่อกว่า 60.5 ล้านบัญชี จากผู้กู้ทั่วประเทศ 19.3 ล้านราย คิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ หรือเฉลี่ยรายละ 147,068 บาท ซึ่งไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนกับตัวแปรใดก็ถือว่าสูงอย่างมาก
งานศึกษาของธปท.ชิ้นนี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่มากนัก เพราะก่อนหน้านี้ก็ได้เคยกล่าวเตือนเรื่องหนี้ครัวเรือนมาโดยตลอด เพียงแต่ว่าในครั้งนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด เพราะได้ข้อมูลค่อนข้างครบถ้วนจากเครดิตบูโร ทำให้งานศึกษาชิ้นนี้มีความใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งหากสามารถรวบรวมตัวเลขจากระบบสหกรณ์ทั่วประเทศได้ ก็จะทำให้ภาครัฐสามารถรับรู้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและเมื่อมีการกล่าวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะสามารถมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่าการประเมินทางสถิติ
ประเด็นที่น่าสนใจ นอกจากเรื่องสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของครอบครัวไทยค่อนข้างสูงแล้ว จากการศึกษายังพบว่าคนไทยติดหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย กล่าวคือเมื่อเริ่มทำงานก็เริ่มเป็นหนี้กันแล้ว จากนั้นภาระหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นก่อนจะลดลงในช่วงเกษียณการทำงาน โดยการติดหนี้ของคนวัยทำงานนั้นจากการเป็นหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ซึ่งพบว่าภาระดอกเบี้ยค่อนข้างสูง จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องหนี้เสียและในที่สุดแล้วก็จะกระทบต่อการทำธุรกรรมทางการเงินในอนาคตหากบังเอิญเกิดหนี้เสียขึ้นมา
หากเปรียบเทียบหนี้ครัวเรือนกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) ถือว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากมียอดหนี้เกือบเท่าๆกับจีดีพี และมีบัญชีสินเชื่อสูงกว่า 60.5 ล้านบัญชี ชี้ให้เห็นว่าคนไทยในสัดส่วนค่อนข้างมากมีการใช้จ่ายผ่านการติดหนี้สิน ทั้งการซื้อหาสินทรัพย์ที่จำเป็นและของใช้เพื่ออุปโภคบริโภค และหากจะมองให้ลึกลงไปแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเศรษฐกิจไทยที่สามารถขับเคลื่อนได้ โดยเฉพาะพึ่งพาการจับจ่ายใช้สอยนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของสินเชื่อหรือการติดหนี้สินของภาคครัวเรือน
นัยสำคัญเชิงนโยบายเพียงแค่การรณรงค์ให้ทุกคนประหยัด หรือ การจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวังอาจไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจของประเทศเป็นระบบทุนนิยมเต็มตัว ย่อมมีกลยุทธ์ในการค้าขายสินค้าและบริการมากมาย รวมทั้งมีช่องทางในการก่อหนี้ได้ง่าย ดังนั้นหากต้องการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่กระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจแล้ว หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อาจทำเป็นต้องทำงานกันอย่างหนัก โดยเฉพาะในเรื่องความรู้ทางการเงินสมัยใหม่
แน่นอนว่าขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ปัญหาอีกด้าน คือ ด้านเพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายในหลายๆนโยบาย แต่จากตัวเลขที่ทรงตัวมาโดยตลอดชี้ให้เห็นว่านโยบายที่ผ่านมา ทั้งรัฐบาลนี้และรัฐบาลก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถทำได้เป็นที่น่าพอใจนัก ในขณะที่ภาครายจ่ายก็พบว่าคนเป็นหนี้อายุน้อยลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีการจ่ายกันอย่างไม่ระมัดระวังมากขึ้น โดยอาจไม่มีความรู้ทางการเงินมากพอในการบริหารการเงินส่วนบุคคล และในเมื่อรัฐบาลปัจจุบันประกาศปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งใหญ่ อาจใช้ตัวเลขหนี้ครัวเรือนเป็นตัววัดถึงความสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นตัวชี้วัดที่ดี เพราะนั่นจะเป็นตัวชี้ที่ดีที่สุดว่าเกิดการปฏิรูปตามเป้าหมายที่แท้จริง






