วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และขยะ (1)

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกำลังจะมีผลบังคับอีกไม่นาน เป็นผลจากการแก้ไขกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดิน

 เพื่อทำให้มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นมากขึ้น จากการติดตามกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับนี้มานานหลายปี เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยในหลักการ แต่จะทำได้ดีแค่ไหนคงต้องดูกัน

ขอตั้งข้อสังเกตบางประการเรื่องผลของกฎหมายฉบับนี้ ที่อาจมีทั้งผลกระทบทางบวกและทางลบได้เช่นกัน

ประการที่หนึ่ง...ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้มีรายได้น้อย และแน่นอนสินทรัพย์ก็น้อยด้วย จึงเชื่อว่ากว่าร้อยละ 80 ไม่ต้องเสียภาษี

ประการที่สอง...การกำหนดระดับมูลค่าทรัพย์สินบ้านที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ต้องเสียภาษีต้องมีมูลค่า 50 ล้านบาทขึ้นไป เชื่อว่าจะทำให้มีผู้เสียภาษีไม่มากนัก เพราะผู้ที่มีทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ครอบครองทรัพย์สินอยู่ระหว่าง 5-10 ล้านบาท ไม่มากถึง 50 ล้านบาท การเก็บภาษีจากคนระดับนี้คงได้ไม่มาก

ประการที่สาม...ผู้ที่มีทรัพย์สินมากกว่า 50 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นสูง มีธุรกิจของตัวเอง เมื่อทั้งรวยทั้งมีความรู้ เขาก็คงเตรียมการโยกสินทรัพย์กระจายไปให้สมาชิกในครอบครัวกันหมด จึงไม่แน่ใจว่าจะเหลืออะไรให้เก็บภาษีสักเท่าไร

ประการที่สี่...ผู้ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีจำนวนมากที่เป็นนักธุรกิจ น่าจะผลักสินทรัพย์ให้เป็นของนิติบุคคลที่ตัวเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มากสุด เพราะอย่างไรก็ยังคุมได้ ให้เป็นเรื่องภาษีนิติบุคคลไป ส่วนตัวเองก็ไม่ต้องมีภาระภาษีตรงนี้

นี่เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา แต่ก็เป็นความจริงที่น่าจะเกิดขึ้น และเรื่องพวกนี้ ผู้ที่อยู่ในข่ายจะเสียภาษีนี้ก็คงมีการเตรียมการทั้งในเรื่องการโยกย้ายและการถือครองทรัพย์สิน เพื่อให้สอดคล้องกับการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่

ยกตัวอย่างถ้าเรามีสินทรัพย์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท เราก็จะกระจายทรัพย์สินนั้นให้ลูกหลานแต่ละคนให้ไม่เกินคนละ 50 ล้านบาท แต่จะไปจดทะเบียนสิทธิเก็บกินในทรัพย์สินทั้งหลายไม่ว่าบ้าน ที่ดิน สิ่งปลูกสร้างอื่นใด เพื่อว่าถ้าลูกหลานคนไหนเกิดทรยศก็ยังไม่มีสิทธิทำอะไรกับทรัพย์สินนั้นได้ เราก็ยังเก็บกินได้จนตาย

นอกจากนี้ ยังไม่แน่ใจเรื่องประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การประเมินภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าจะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน เกรงว่าไปๆมาๆจะเหมือนภาษีสรรพสามิตที่การจัดเก็บไม่ได้ตรงไปตรงมา แต่กลายเป็นว่าผู้เสียภาษีไม่มาเสียภาษี ต้องมีการเจรจาระหว่างพ่อค้ากับเจ้าหน้าที่เพื่อประเมิน แล้วก็เกี้ยเซี้ยประเมินกันแบบหยวนๆ

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าวิธีที่ทำกันคือ เมื่อถูกรัฐบาลให้เร่งรัดเรื่องภาษีเมื่อไร พ่อค้าก็จะถูกเรียกไปเจรจาเมื่อนั้น