วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สิงคโปร์มีอะไรน่าเที่ยวนักหรือ?

“สิงคโปร์ ไม่เห็นจะมีอะไรเที่ยวเลย” “สิงคโปร์ เมือง Fake มีแต่ความเป็นระเบียบ น่าเบื่อ”

ผู้เขียนก็ “เคย” มีข้อสงสัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ก็พบว่ามีคนส่วนหนึ่งที่ยังนิยมไปเที่ยวสิงคโปร์ จนทำให้เมืองเล็กๆแห่งนี้ติดอันดับหนึ่งในห้า ของเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมจากการสำรวจโดย Euromonitor International (City Destinations Ranking) อ้างอิงจากสถิติปี 2015 แต่เผยแพร่ในปี 2017 ซึ่งอันดับ 1 คือ ฮ่องกง อันดับ 2 กรุงเทพฯ อันดับ 3 ลอนดอน อันดับ 4 สิงคโปร์ อันดับ 5 ปารีส

สิงคโปร์ เกาะเล็กที่ไม่มีอะไร สามารถขึ้นสู่อันดับต้นๆเช่นนี้ ต้องมีอะไรสักอย่างที่น่าสนใจเป็นแน่

สิงคโปร์เองก็เห็นจุดอ่อนเรื่อง “ขนาด” และ “ความไม่มีอะไร” และสามารถเปลี่ยนให้เป็นจุดเด่นได้ ภายในเวลาอันรวดเร็วเพียงแค่ชั่วอายุคนเท่านั้น Red Dot หรือ “จุดแดง” เป็นอีกชื่อหนึ่งที่สิงคโปร์มองตัวเองว่าเป็นจุดๆหนึ่งบนแผนที่โลก ซึ่งสิงคโปร์ได้นำชื่อดังกล่าวมาสร้าง Red Dot Museum เพื่อรวบรวมผลิตภัณฑ์แนวความคิดสร้างสรรค์ที่ชนะการประกวด Red dot Awards ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญด้านงานดีไซน์ สะท้อนพัฒนาการที่น่าสนใจของประเทศเล็กๆนี้ได้เป็นอย่างดี

ปฐมบทสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวในสิงคโปร์

หลังได้รับเอกราชและแยกตัวจากมาเลเซียมาเมื่อปี ค.ศ.1965 เป็นที่ทราบกันดีว่าเกาะแห่งนี้ไม่มีอะไร นอกจากทำเลที่ดีในการเดินเรือค้าขาย ขณะนั้นสิงคโปร์เป็นเกาะที่มีทรัพยากรไม่มากนัก บ้านเมืองมีแต่สภาพทรุดโทรม ประชาชนยังอยู่ในสังคมเกษตรกรรม ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำการประมงและเป็นแรงงาน

ในปี ค.ศ. 1962 สิงคโปร์มีทีมที่ปรึกษาการวางแผนเมืองจากองค์กรสหประชาชาติ(UN) ในการจัดการแผนการพัฒนาใหม่ โดยมีแผนระยะสั้นและแนวทางการนำแผนไปสู่การปฏิบัติควบคู่ไปด้วย ซึ่งกลุ่มนักวางแผนได้จัดวางบริษัทเมืองจูร่ง (Jurong Town Corporation: JTC) เป็นเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร นิคมอุสาหกรรมจึงเป็นโมเดลเมืองใหม่ที่สิงคโปร์นำมาใช้ เพื่อสร้างผลิตภาพในประเทศแบบครบวงจรที่มีทั้งแหล่งงาน การค้าและที่อยู่อาศัย

ในทศวรรษ 1970 เป็นยุคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานแบบเข้มข้น แต่ในทศวรรษ 1980 ได้มีการยกระดับสิ่งต่างๆให้จูงใจนักลงทุนยิ่งขึ้นด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมถูกออกแบบให้พึ่งพิงตนเอง มีสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณูปโภค สาธารณูปการพร้อมสรรพ เพื่อรองรับจำนวนโรงงานกว่า 3,600 แห่ง โดยมีแรงงาน 216,000 คน มีทั้งพื้นที่อุตสาหกรรมและย่านพักอาศัยรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังขาดพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจขนาดใหญ่ จึงนับเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีด้วย

แต่จะเป็นโครงการอะไร ที่ลงทุนไม่สูงและตอบโจทย์นี้?

ภายใต้เงื่อนไขการใช้เงินเพื่อพัฒนาอย่างคุ้มค่าของ ดร.โก๊ะ เคง สวี (Dr.Goh Keng Swee) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังในขณะนั้น เขาได้เสนอแนวความคิดสร้างสวนนกขนาดใหญ่ ที่ไม่ต้องเสียค่าดูแลและบำรุงรักษาระยะยาวมาก จากประสบการณ์ที่เขาได้เห็นสวนนกในการประชุมธนาคารโลก ที่เมืองริโอเดอจาเนโร และในเวลาต่อมา บริษัทพัฒนาเมืองจูร่งมีแนวความคิดสร้างแหล่งท่องเที่ยว เช่น การสร้างเกาะในทะเลสาบโดยขุดแม่น้ำจู่ร่ง แล้วสร้างสวนจีนและสวนญี่ปุ่น ตามมา

เมื่อสิงคโปร์มีรายได้จากภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น สภาพเศรษฐกิจดีขึ้น นายลีกวนยู นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์จึงคิดหาทางเพิ่มรายได้จากภาคการท่องเที่ยว โดยสร้างรูปปั้น Merlion ขึ้นมาเป็นแลนด์มาร์ก รูปปั้นนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของคณะกรรมการการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ (Singapore Tourism Board - STB) ในปี 1964 และติดตั้งในปี ค.ศ.1972 Merlion นับเป็นตัวชูโรงการท่องเที่ยวสิงคโปร์ ดังปรากฏในภาพถ่ายของผู้มาเยี่ยมเยือน เป็นของที่ระลึกในรูปแบบช็อกโกแลต ขนม พวงกุญแจ ฯลฯ

ต่อจากนั้น กลยุทธ์พัฒนาการท่องเที่ยวและการพัฒนาเมือง ก็ถูกขับเคลื่อนไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและมีทิศทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการบริการ การท่องเที่ยว โรงแรม ร้านค้า สนามบิน และประการสำคัญคือ การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อาศัยสำหรับผู้พักอาศัยและผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างต่อเนื่อง ด้วยวิสัยทัศน์ของนาย ลีกวนยู นั่นเอง

....หลังจากที่(สิงคโปร์)ได้รับอิสระ ผมได้มองหาวิธีการที่เร็วที่สุดในการสร้างความแตกต่างของพวกเรา... ผมได้ตั้งเป้าสู่ สิงคโปร์ที่สะอาดและมีความเขียวเป็นธรรมชาติ... หากเราได้ถึงระดับมาตรฐานในโลกที่ 1 เมื่อนั้นนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว จะมาใช้ประเทศเราเป็นฐานทางธุรกิจและการท่องเที่ยวของภูมิภาค...

สุนทรพจน์นายกรัฐมนตรี ลีกวนยู (Lee Kuan Yew) ในการสร้างชาติช่วงแรก

สิ่งที่ผู้นำคิดในวันนั้นได้ปรากฏขึ้นแล้วในวันนี้ เกาะเล็กๆที่สะอาดเป็นระเบียบ ผู้คนมีวินัย เป็นเมืองธุรกิจและการลงทุน เป็นที่รวมของคนหลายชาติและคนที่มีความสามารถทางการแข่งขัน อีกทั้งเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้น รวมแหล่งท่องเที่ยว การค้า บริการต่างๆ เช่น ย่านชอปปิงอย่างถนนออชาร์ด (Orchard road) แหล่งการค้าและบริการย่านเก่า China town, Clark quay, Boat quay ที่สะท้อนวัฒนธรรมจีนและตะวันตกอย่างผสมผสานผ่านสถาปัตยกรรมที่อนุรักษ์ไว้ มีร้านอาหาร ร้านค้า สวนสาธารณะดีๆที่มีจำนวนมาก และล่าสุดคือ Garden by The Bay ไปจนถึงรีสอร์ทชั้นนำที่มีความบันเทิงครบวงจรและคาสิโน (Integrated Resort: IR) อย่างเซนโทซ่าและตึกมารีน่าเบย์แซนด์

การท่องเที่ยวของสิงคโปร์มีกลยุทธ์ที่หลักแหลมคือ การปรับจุดอ่อนเรื่องขนาดที่เล็ก ให้เป็น เกาะเล็กที่กระชับและมีพลวัตร เมืองเล็กๆถ้าหยุดนิ่ง ก็มีแต่จะสลายหายไปจากโลกแห่งการแข่งขันนี้ Red Dot หรือ จุดแดงแห่งนี้ จึงต้องส่องแสงกระพริบอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไปพร้อมการพัฒนาเมืองและการส่งเสริมกิจกรรมระดับโลก เช่น การแข่งรถฟอร์มูล่าวันในเมือง การแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับโลกกลางเมือง ด้วยเหตุนี้ สิงคโปร์ที่ผู้เขียนรู้จักเมื่อ 20 ปีที่แล้วจึงยังมีความเหมือนกับสิงคโปร์ในปัจจุบันคือ เกาะแห่งนี้ไม่เคยหยุดพัฒนาเลย

.........................................

ดร.เพชรลัดดา เพ็ชรภักดี

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

นักวิจัยฝ่าย 1 สกว.