วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โทษ'คนหรือระบบ' ปัญหาไร้ทางออก

กรณีพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอเชิญชวนประชาชนส่งความคิดเห็นจากคำถาม 4 ข้อที่เกี่ยวกับการเมืองไทยไปยังศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อมูลโดยตรงจากประชาชน โดยหวังว่าวิธีการให้ประชาชนส่งความคิดเห็นโดยตรง มาที่ศูนย์ดำรงธรรมจะทำให้รัฐบาลรับรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ส่วนรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำเนินการอย่างไรนั้นยังไม่มีความชัดเจนนัก

คำถามทั้ง 4 ข้อ ของนายกรัฐมนตรีนับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก คือ  1.คิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร 3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวโดย ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้น ถูกต้องหรือไม่ และ 4.คิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร 

แน่นอนว่าคำถามของรัฐบาลที่ส่งผ่านไปให้ประชาชนตอบ ย่อมถูกวิพากษ์วิจารณ์กันโดยทั่วไป และเนื่องจากเป็นคำถามที่ค่อนข้างกว้าง ก็ย่อมทำให้คำตอบแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ตามพื้นฐานความคิดทางการเมืองและจุดยืนทางการเมือง กล่าวคือ ใครจะตอบว่าอย่างไรนั้นขึ้นกับเขาอยู่ตรงไหนของสังคม อย่างกรณีของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่บอกว่า“หากนายกรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้นคำถาม 4 ข้อนี้จะไม่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด”

หากตีความความหมายของนายสมศักดิ์ ซึ่งก็เชื่อว่าส่วนใหญ่นักการเมืองบ้านเรามักจะเป็นเช่นเดียวกันนี้ โดยมองว่าคำถามทั้ง 4 ข้อ “ มีคำตอบในตัวของมันเองว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ดังนั้นการที่ประชาชนต้องการเลือกใคร ต้องการได้ธรรมาภิบาลแบบไหนก็เป็นสิทธิที่เขาจะเลือก เลือกใครก็ได้ เมื่อเห็นคนหนึ่งประกาศเจตนารมณ์มาแล้วว่าธรรมาภิบาลตัวคนๆ นี้เป็นแบบนี้ เขารู้ว่าต้องเลือกใคร เลือกคนแบบไหน เลือกพรรคไหนมาเป็นรัฐบาล ประชาชนเขาสั่งสมประสบการณ์มาจนตกผลึกทางความคิดอยู่แล้ว”

แต่หากพิจารณา“ตรรกะ”ของความคิด นับว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอยู่มาก กล่าวคือ คำถามของนายกรัฐมนตรี เป็นคำถามของผู้ที่มองว่าระบบการเมืองปัจจุบันมีปัญหา ดังนั้นต้องหาทาง“ปฏิรูป”เพื่อให้อนาคตดีขึ้น โดยตั้งคำถามกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก่อนหน้านั้น ในขณะที่กรณีของนายสมศักดิ์ กลับตรงกันข้าม มองว่าการเมืองที่มีปัญหาก็เพราะประชาชนต้องการนักการเมืองเช่นนั้น ซึ่งเท่ากับ“ยอมรับสภาพเดิม”โดยไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงใดๆ นอกจากโยนภาระไปให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิใช้เสียงลงคะแนน

ประเด็นที่นายกฯเสนอขึ้นมาในไม่ช้าข้อถกเถียงก็จะวนกลับไปที่เดิม เรื่อง“คน-ระบบ” ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานานกว่าครึ่งศตวรรษในเรื่องปัญหาประชาธิปไตยไทย กล่าวคือ ปัญหาการเมืองไทยที่เกิดขึ้นมาจากคน หรือ ระบบการเมืองที่ออกแบบไม่เหมาะสม  แต่การจะหาทางแก้จากด้านใดด้านหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะคนกับระบบไม่สามารถจะแยกขาดจากกันได้ แต่จากพิจารณาจากทั้ง 4 คำถามของนายกฯจะเห็นได้ว่าจะอยู่ฝ่ายที่เห็นว่ามีความจำเป็นต้องสร้างระบบการเมืองให้เข้มแข็ง

หากย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย การถกเถียงเรื่อง“คน-ระบบ” ยังไม่อาจหาข้อยุติที่ลงตัวได้ เพราะในที่สุดแล้วเราก็ยังอยู่กับระบบการเมืองอย่างที่เห็น ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าการตั้งคำถามเช่นนี้เป็น“คำถามลวง”ที่ผิดพลาด กล่าวคือ เป็นคำถามที่ไม่มีทางออก แต่นำไปสู่ความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด  ดังนั้น หากเราต้องการหาทางออกให้กับประชาธิปไตยไทย อาจจำเป็นต้องตั้งคำถามใหม่ขึ้นมา ซึ่งอาจจะเห็นทางออกอื่นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน