วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคืออะไร?
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรจะหันมาดูว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”ตามาตรา 38 (วรรคแรก) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย สนับสนุน และส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการ
ส่วนมาตรา 38 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคคลสามารถเข้าถึง การบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ให้ใช้จ่ายเงินกองทุน โดยคำนึงถึงการพัฒนาบริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่ที่ไม่มีหน่วยบริการเพียงพอ หรือมีการกระจายหน่วยบริการอย่างไม่แหมาะสมประกอบด้วย
และในมาตรา 47 บัญญัติไว้ว่า เพื่อสร้างหลักประกันสุขภาพให้กับบุคคลในพื้นที่ โดยส่งเสริมกระบวนการมีส่นร่วมตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น ให้คณะกรรมการสนับสนุนและประสานงานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้องค์กรดังกล่าว เป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการ ระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ โดยให้ได้รับค่าใช้จ่ายจากกองทุน
จึงเห็นได้ว่ามาตรา 38 วรรคสอง และมาตรา 47 ที่บัญญัติไว้ ทำให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำบทบาทเหมือนกระทรวงสาธารณสุขคือไป “สนับสนุนให้มีการพัฒนาบริการสาธารณสุขในเขตพื้นที่” และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (โดยสปสช.) ทำหน้าที่เหมือนกระทรวงมหาดไทย ในการสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ดำเนินงานและบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น
ซึ่งไม่ควรจะกำหนดบทบาทเช่นว่านี้ และควรตัดออกในการแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
การบริหารของสปสช.ทำให้เกิดความ “วุ่นวาย”ในกระทรวงสาธารณสุขอย่างไร?
คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (โดยสปสช.)ได้หลงลืมหน้าที่สำคัญของคณะกรรมการที่บัญญัติไว้ในมาตรา 46 ของกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่า หน่วยบริการหรือเครือข่ายหน่วยบริการตามาตรา 44 มีสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขจากกองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา 46 วรรคสองยังบัญญัติไว้อีกว่าหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขตามวรรคหนึ่ง ต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 18(13) ก่อน
จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้กำหนดราคากลางโดยที่ไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้ให้บริการ ที่มีหลายแห่งได้ออกมาให้ความเห็นว่าราคากลางที่คณะกรรมการกำหนดนั้น เป็นราคาที่ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายจริง รวมทั้งยังมีการออกระเบียบหรือกฎเกณฑ์ ที่ทำให้การรักษาผู้ป่วย ไม่ได้มาตรฐาน เช่นกรณีจำกัดรายการยา รายการรักษาเช่นบังคับให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทุกคนต้องเริ่มการรักษาด้วยการล้างไตทางหน้าท้อง (CAPD- first)ก่อนเป็นวิธีแรก ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้รับสิทธิในการรักษา
ในมาตรา 50 กำหนดให้คณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานมีอำนาจหน้าที่อยู่ 11 ข้อ แต่ดูเหมือนว่าคณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานก็ไม่สามารถทำหน้าที่ ในการควบคุมคุณภาพมาตรฐานหน่วยบริการและเครือข่ายหน่วยบริการให้มีการใช้ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ในการรักษาที่ได้มาตรฐานและคุณภาพได้ เนื่องจากข้อจำกัดจากการกำหนดของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเอง
จึงเห็นได้ว่าคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน ได้ออกระเบียบและกฎเกณฑ์ในการจ่ายเงิน การกำหนดแนวทางการรักษา โดยขาดหลักธรรมาภิบาล ทำให้ “หน่วยบริการ” ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับได้รับผลกระทบ คือขาด(เงิน)ทุนในการดำเนินการให้บริการดูแลรักษาประชาชน และไม่สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้ตามาตรฐานการแพทย์ที่ดี
ทั้งนี้ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรา 19 ที่บัญญัติไว้ว่า คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลสำนักงาน(สปสช.) ให้ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ใน(3) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไปฯลฯ รวมทั้งการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของสปสช.
ฉะนั้นการดำเนินงานของสปสช.กรณีที่เพบว่าป็นผลเสียหายแก่การเงินของโรงพยาบาล (5,6) รวมทั้งความเสียหายต่อคุณภาพมาตรฐานการแพทย์ เช่นในกรณี CAPD- first(7) และการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ติดต่ออีก 4 โรคในกลุ่มผู้สูงอายุ มีผลลัพทธ์การรักษาเลวกว่าผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการ(8) นั้น น่าจะเป็นสาเหตุหลักแห่งเรื่องวุ่นๆระหว่างสปสช.และกระทรวงสาธารณสุข
จะแก้เรื่องวุ่นๆของกระทรวงสาธารณสุขกับสปสช.อย่างไรดี
การที่รัฐบาลจ่ายงบกลางปีมา 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระหนี้สินของกระทรวงสาธารณสุข นั้น คงเป็นการช่วยในระยะสั้นหรือเรียกว่าขายผ้าเอาหน้ารอด แต่การจะแก้ปัญหาอย่างจริงจังนั้น ผู้เขียนขอเสนอความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลจะต้องทำอย่างเร่งด่วน คือ
- รัฐบาลต้องยุติการบริหารงานที่ขาดธรรมาภิบาลของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.โดยเร่งด่วน
- มาตรการต่อไปคือการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อป้องกันแก้ไขการบริหารงานที่ขาดหลักธรรมาภิบาลของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติโดยด่วนเหมือนกับที่นายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขกฎหมายสสส. โดยมอบหมายให้ 3 กระทรวงรับผิดชอบคือ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และกระทรวงยุติธรรม
แต่ในกรณีการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น รมต.ว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขกฎหมายนี้แล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2560(9)และกำหนดให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน แต่องค์ประกอบของคณะกรรมการแก้ไขกฎหมาย ดูจะมีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารสปสช.เป็นส่วนมาก มีรายชื่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารสปสช.น้อยที่สุด (เช่นบุคลากรทางการแพทย์และผ็บริหารรพ.สธ.) จนทำให้ไม่แน่ใจว่า คณะกรรมการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะสามารถแก้ปัญหาการบริหารที่ขาดธรรมาภิบาลได้หรือไม่
ส่วนประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือบุคลากรทางการแพทย์รวมทั้งผู้บริหารโรงพยาบาล ก็น่าจะต้องติดตามร่วมในการทำประชาพิจารณ์กฎหมายที่แก้ไขใหม่ต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นช่องทางเดียวที่พลเมืองไทยจะออกความเห็นในการทำประชาพิจารณ์
............................
กรรมการแพทยสภา









