ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ “วิกฤติคาบสมุทรเกาหลี” เกิดขึ้นรวดเร็วฉับพลันพร้อม ๆ กันหลายมิติ
ใครที่ติดตามข่าวเรื่องนี้ต้องตามให้ทัน เผลอนิดเดียวอาจจะตกประเด็นข่าวใหญ่ได้
ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นข่าว ที่มีความเกี่ยวโยงกับความตึงเครียดในย่านนี้ หลายเรื่องที่ต้องเรียงลำดับมาให้ติดตามกัน
สื่อเกาหลีเหนือออกมาฟาดฟันจีนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นการตอบโต้ที่สื่อทางการของจีนทั้งภาษาจีนอย่าง “ประชาชนรายวัน” และภาษาอังกฤษเช่น Global Times ที่เคยเตือนโสมแดงให้ยุติการพัฒนานิวเคลียร์ แต่เปียงยางโต้ด้วยการบอกว่าการสร้างเสริมนิวเคลียร์ของเขาเป็นการป้องกันตนเอง สำคัญกว่ามิตรภาพกับจีน... อีกทั้งยังทวงบุญคุณว่าเกาหลีเหนือได้เล่นบทบาทเป็น “รัฐกันชน” ให้จีนมาตลอด...อย่างนี้ต้องเรียกว่าถึงขั้น “ไม่เผาผี” กันทีเดียว
ท่าทางของเปียงยางล่าสุดเช่นนี้มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกาหลีเหนือถูกโดดเดี่ยวหนักขึ้น เพราะจีนเป็นเพื่อนผู้พี่ที่ช่วยเหลือเกาหลีเหนือมาตลอดตั้งแต่รุ่นคิมอิลซุง คุณปู่ของผู้นำปัจจุบันและเป็นผู้บุกเบิกก่อตั้งเกาหลีเหนือใหม่
เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมจะแสดงว่าความพยายามของจีนที่จะ “กล่อม” เกาหลีเหนือให้ยอมกลับมาเจรจา 6 ฝ่ายนั้นยิ่งห่างไกลความเป็นจริงมากขึ้นทุกวัน หมายความว่าระดับความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นทุกที
รัฐมนตรีต่างประเทศเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนทั้ง 10 ไปพบที่วอชิงตันเพื่อขอให้ร่วมกันโดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ จะบอกว่าเป็นการ “เชิญ” หรือ “เรียกไปพบ” ก็ไม่ค่อยชัดนัด แต่มีคำเรียกร้องให้อาเซียนลดระดับความสัมพันธ์ทางเกาหลีเหนือให้เหลือน้อยที่สุด อีกทั้งให้ช่วยตัดเส้นทางการเงินทั้งหลายที่ไปถึงเปียงยางเพื่อกดดันให้ต้องยุติการทดลองนิวเคลียร์
ผมเห็นว่าภาพนี้ไม่สวยเลย เพราะเหมือนอเมริกาจะชี้นิ้วสั่งใครต่อใครให้ทำอะไรก็ได้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนแต่สถานเดียว ไม่คำนึงถึงความเป็นตัวของตัวเองของอาเซียนทั้งในฐานะเป็นองค์กรและในฐานะแต่ละชาติที่จะต้องมีจุดยืนในเรื่องนี้ที่ไม่จำเป็นต้อง “สุดขั้ว” ไปยืนเคียงคู่สหรัฐในทุกเรื่อง ทั้ง ๆ ที่อาเซียนอาจจะสามารถใช้ช่องทางการทูตพูดจากับเกาหลีเหนือให้กลับสู่โต๊ะเจรจาได้โดยไม่จำเป็นต้องแสดงตนเป็นคู่กรณีของเกาหลีเหนืออย่างที่สหรัฐต้องการให้ทำ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกหูโทรศัพท์มาถึงผู้นำฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทยเพื่อชวนให้โดดเดี่ยวเกาหลีเหนือ และเชิญให้ไปเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็น “การทูตถึงลูกถึงคน”ของผู้นำอเมริกันคนใหม่ที่ยังประเมินไม่ได้ว่าจะมีผลทางด้านบวกหรือลบ
แต่ที่แน่ ๆ ก็คือแนวทางนโยบายต่างประเทศของทรัมป์แตกต่างไปจากของโอบามา โดยสิ้นเชิงเช่นการให้ความสำคัญต่อเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและการละเมิดสิทธิของประชาชนกำลังถูกจัดอันดับให้มีความสำคัญน้อยไปกว่าเรื่องเกาหลีเหนือ
ทำให้ตีความได้ไปหลายทิศทางรวมถึง “ระเบียบโลกใหม่” ที่ไทยจะต้องวางจุดยืนของตนให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่มาในรูปที่คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้
สหรัฐลดการเผชิญหน้ากับปักกิ่งในทะเลจีนใต้ด้วยการระงับการลาดตระเวนของเรือรบอเมริกันใกล้ ๆ กับหมู่เกาะที่จีนได้สร้างเกาะเทียมและสนามบินทหารขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จีนแสดงความไม่พอใจต่อวอชิงตันที่ติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธ (THAAD) ในเกาหลีใต้
ทุกความเคลื่อนไหวล้วนมีความสำคัญต่อความเป็นไปของภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือลบ... และเป็นปัจจัยที่จะประเมินว่าสงครามครั้งใหม่จะเกิดขึ้นหรือไม่!






