วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดตัวรายงานเศรษฐกิจภูมิภาคของ AMRO

สัปดาห์ที่แล้ว ผมไปร่วมงานประชุมประจำปีของ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย หรือ ADB

 ที่เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น และในโอกาสเดียวกันก็ไปร่วมงานเปิดตัว รายงานเศรษฐกิจ (Flagship Report) ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน หรือ ASEAN+3 Macroeconomic Research Office (AMRO) ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาของ AMRO เป็นงานเปิดตัวรายงานประเมินภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศกลุ่ม ASEAN+3 จัดทำโดยสำนักงานแอมโร วันนี้เลยอยากนำประเด็นสำคัญของรายงานฉบับนี้ มาแชร์ให้แฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ทราบ

หลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเซียปี 1997 สำนักงาน AMRO เป็นความพยายามของกลุ่มประเทศในเอเซียสิบสามประเทศ ที่ต้องการให้ภูมิภาคเอเซียมีกลไกความร่วมมือที่สามารถประเมินภาวะและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ของประเทศในภูมิภาคเอเซียได้อย่างเป็นกิจลักษณะ เพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ รวมถึงมีกลไกให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศในภูมิภาคเมื่อจำเป็น เพื่อป้องกันหรือแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ ทำหน้าที่คล้ายองค์กรไอเอ็มเอฟ คือ ประเมินภาวะเศรษฐกิจ ให้คำแนะนำด้านนโยบาย และให้ความช่วยเหลือทางการเงินในกรณีจำเป็น กลุ่มประเทศ ASEAN+3 ที่เข้าร่วมก็คือ กลุ่มประเทศ ASEAN สิบประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม กับประเทศหลักในเอเซียอีกสามประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และล่าสุดมี ฮ่องกง เข้าร่วมอีก

เหตุผลสำคัญของการจัดตั้งสำนักงาน AMRO มาจากบทเรียนวิกฤติเศรษฐกิจเอเซียเมื่อยี่สิบปีก่อน ที่ภูมิภาคเอเซียในช่วงนั้นขาดกลไกสอดส่องดูแลเศรษฐกิจและตลาดการเงิน รวมถึงกลไกให้ความช่วยเหลือทางการเงินของภูมิภาคเมื่อประเทศในภูมิภาคเกิดปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศในเอเซียต้องพึ่งองค์กรภายนอกอย่างไอเอ็มเอฟ ในการติดตามภาวะเศรษฐกิจ ประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจ และให้ความช่วยเหลือทางการเงินเมื่อจำเป็น ซึ่งในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเซีย หลายประเทศในเอเซียที่เกิดปัญหาล้วนมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีกับไอเอ็มเอฟ ทำให้มีความพยายามในระดับรัฐบาลที่จะจัดตั้งองค์กรที่จะทำหน้าที่อย่างไอเอ็มเอฟขึ้นในเอเซีย เพื่อให้ภูมิภาคเอเซียมีเครื่องมือและกลไกของตัวเองที่จะลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ประเด็นนี้ได้กลายเป็นนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญของภูมิภาคหลังวิกฤติปี 1997 มีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้าน โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกที่ไม่อยากให้องค์กรแบบไอเอ็มเอฟเอเซียเกิดขึ้น เพราะจะทำให้อิทธิพลของประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกต่อเศรษฐกิจเอเซียในเวทีโลกลดลง

แต่ในปี 2000 รัฐบาลของกลุ่มประเทศ ASEAN+3 สิบสามประเทศ ก็บรรลุข้อตกลงความคิดริเริ่มเชียงใหม่พหุภาคี (CMIM) นำไปสู่การสร้างกลไกการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประเทศในภูมิภาค และการจัดตั้งสำนักงานแอมโรเมื่อปี 2011 ให้เป็นองค์กรกลางที่จะทำหน้าที่สำคัญสองด้าน คือ หนึ่ง สอดส่องดูแลภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในเอเซียอย่างเป็นระบบ โดยทีมนักเศรษฐศาสตร์ของสำนักงานแอมโร ภายใต้คำแนะนำของคณะที่ปรึกษา สอง มีกลไกทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประเทศในกลุ่มกรณีฉุกเฉิน เพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ วงเงินช่วยเหลือนี้คือการให้กู้ยืมระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มในรูปของ swap ซึ่งล่าสุดมีวงเงินรวมเท่ากับ 240 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันสำนักงานแอมโรตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มประเทศ ASEAN+3 ปีละสองครั้ง เพื่อประเมินภาวะและความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาค

ปีนี้เป็นปีแรกที่สำนักงานแอมโรจัดทำเอกสารรายงานภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มของประเทศในภูมิภาคเอเซียที่เปิดเผยกับสาธารณชน คล้ายกับรายงานที่องค์กรไอเอ็มเอฟจัดทำเป็นประจำทุกปีในระดับเศรษฐกิจโลก ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของสำนักงานแอมโร ที่จะทำให้ผู้ประกอบการในเอเซียมีข้อมูลและการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคจากหน่วยงานที่เป็นกลาง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตลาดการเงินและภาคธุรกิจในเอเซีย สำหรับปีแรกนี้ รายงานของแอมโรพูดถึงสองเรื่องคือ แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเซีย และข้อคิดเกี่ยวกับเศรษฐกิจเอเซียยี่สิบปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 1997

สำหรับประเด็นแนวโน้มเศรษฐกิจ มีความเห็นของสำนักงานแอมโรห้าประเด็นที่น่าสนใจและอยากนำมาแชร์

หนึ่ง เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้นจากการเริ่มฟื้นตัวของประเทศอุตสาหกรรมหลักและการค้าโลก แต่การฟื้นตัวยังอ่อนไหวต่อความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่เศรษฐกิจโลกมี โดยเฉพาะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ การเลือกตั้งในยุโรปและผลที่จะมีต่อนโยบายเศรษฐกิจ และกระบวนการออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร ทั้งหมดคือความไม่แน่นอนที่สามารถกระทบการฟื้นตัวของประเทศอุตสาหกรรมหลักและเศรษฐกิจโลกปีนี้ได้

สอง ความไม่แน่นอนดังกล่าวจะกระทบเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ ASEAN+3 ผ่านสองช่องทางคือ การค้าและการเงิน ช่องทางการค้าก็คือ ผลที่นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐจะมีต่อการส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเซีย โดยเฉพาะประเทศที่อาจเป็นเป้าของสหรัฐในเรื่องการกีดกันการค้า ส่วนด้านการเงิน ก็คือ ความผันผวนที่จะมีในตลาดการเงินภูมิภาคจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ

สาม เศรษฐกิจหลักของเอเซีย คือ จีนและญี่ปุ่น ปีนี้จะมีการขยายตัวต่อเนื่อง เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพดีขึ้นและการขยายตัวของจีนจะสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาคผ่านการนำเข้าและส่งออกสินค้าของจีน เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัวดีขึ้นเช่นกัน จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการส่งออก ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงขึ้นอาจทำให้มีเงินทุนไหลออกจากญี่ปุ่นกลับเข้าตลาดอาเซียน ผลการศึกษาของแอมโรชี้ว่า ผลกระทบ (spillovers) จากเศรษฐกิจสหรัฐและจีนต่อประเทศในเอเซียจะมีมากกว่าเมื่อเทียบกับผลกระทบจากญี่ปุ่น

สี่ จากความไม่แน่นอนด้านการค้าที่มี การเติบโตของเศรษฐกิจเอเซียปีนี้ยังต้องพึ่งการใช้จ่ายในประเทศและนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่การกระตุ้นของภาครัฐผ่านการใช้นโยบายการเงินและการคลัง จะมีข้อจำกัดมากกว่าเดิมจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่กำลังเป็นขาขึ้นและจากระดับหนี้ของภาครัฐในหลายประเทศที่ได้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ภาคทางการในเอเซียต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ

ห้า จากความไม่แน่นอนที่ยังมีมาก นโยบายเศรษฐกิจควรให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมากกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยแอมโรมองว่า ระดับเงินสำรองทางการที่สูงของประเทศในภูมิภาคและการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นตามกลไกตลาด จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่อาจมีต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

ทั้งหมดนี้ชี้ว่า เศรษฐกิจภูมิภาคปีนี้จะยังขยับตัวไม่ได้มากต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยจะขยายตัวประมาณร้อยละ 5.2 ในปีนี้และร้อยละ 5.1 ปีหน้า และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจควรตั้งการ์ดสูงจากความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นประเด็นที่สำคัญ และตรงกับสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยเช่นกัน