แม้ว่ารัฐจะพยายามบอกว่าประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”
ในความหมายคือ การเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาทิ การซื้อขายสินค้า การทำธุรกรรมทางการเงินบนโลกออนไลน์ การสนับสนุนการแจ้งเกิดของผู้ประกอบการรุ่นใหม่(สตาร์ทอัพ) หรือกลุ่มผู้ประกอบการที่มีไอเดีย นวัตกรรมอิงกับความไฮเทค ต่อยอดธุรกิจไร้พรมแดน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนับว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าเดิมๆ ผ่านหน้าร้านการค้า (ออฟไลน์) อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ในกลุ่มค้าปลีก หรือสถาบันการเงิน ฯลฯ ที่ต่อไปจำนวนหน้าร้านหรือ สาขาในทำเลดี มีระบบดี บริการดี ไม่อาจวัดความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจในภาพรวมได้อีกต่อไป แต่จะต้องผนวกกับการทำธุรกรรมการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ที่วันนี้ไม่อาจเลี่ยง อยู่ที่ว่าจะโหนกระแสและเรียนรู้ไปรูปแบบการค้าใหม่อย่างไร ให้ราบรื่นมีชัยเหนือคู่แข่งขันที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก นี่คือยุคโหดหินของธุรกิจที่ไม่แกร่งอยู่ยาก อย่างแท้จริง
ขณะที่ภาครัฐเอง ที่ผ่านมาได้พยายามที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับกับก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านการค้าและบริการ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ผลักดันสังคมไทยเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อาทิ การประเดิมระบบโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ พร้อมเพย์ (Prompt Pay) ที่เปิดใช้บริการโอนเงินระหว่างบุคคลไปเมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงบริการใหม่นี้ ถึงความไม่มั่นใจต่อระบบความปลอดภัย แต่ระยะหลังพร้อมเพย์กำลังจะก้าวข้ามความไม่มั่นใจนั้น จากการยอมรับของผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น
ทว่ากระแสข่าว“ภัยออนไลน์” ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเม.ย.ต่อเนื่องมาถึงเดือนนี้ นับว่าบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อการดำเนินธุรกรรมต่างๆผ่านโลกออนไลน์อีกครั้ง กับมิจฉาชีพหลอกลวงต้มตุ๋น อาทิ เกิดการเปิดเพจรับซื้อขายบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม โดยเสนอผลตอบแทนสูง จนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกมาเตือนประชาชน โดยระบุว่ากรณีนี้อาจเข้าข่ายการฟอกเงิน ความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งต้องถูกตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินทั้งในส่วนของผู้กระทำผิดและผู้ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง จนนำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงิน รวมถึงการดำเนินคดีอาญาฐานฟอกเงิน สำหรับความผิดฐานฟอกเงินมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับ ตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท ขณะที่ยอดการร้องเรียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หรือก่อนหน้านี้กรณี “ซินแซโชกุน” ที่ตั้งบริษัท เวลท์เอฟเวอร์ จำกัด หลอกลวงประชาชนให้ซื้อสินค้าประเภทอาหารเสริมผ่านสังคมออนไลน์ เพื่อแลกกับโปรโมชั่นทัวร์เดินทางไปญี่ปุ่นราคาถูก และกรณีชวนลงทุน“สกุลเงินดิจิทัล” วันคอยน์ (One Coin) ในหลายพื้นที่ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจะจูงใจด้วยผลตอบแทนสูง จนกระทรวงการคลัง เตือนว่า ไม่ได้เป็นสกุลเงินที่ได้รับการรับรองจากธปท.ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
สิ่งเหล่านี้นับว่าสร้างความตระหนักถึงภัยจากโลกออนไลน์ ขณะที่ปฏิกิริยาหลักของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือการ “ออกโรงเตือน” ประชาชนให้ใช้ดุลยพินิจ ยังไม่อาจสกัดกั้นการก่อเหตุจากต้นทางได้อย่างเข้มข้น นี่คือปัญหาในยุคที่สังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำนอกจากรายได้ ยังเหลื่อมล้ำด้านความรู้ แปลงสู่การใช้ดุลยพินิจที่คลาดเคลื่อนจนตกเป็นเหยื่อ ขณะที่การกำกับของรัฐยังอยู่ในระยะเริ่มต้น






