ศัพท์การเมืองการทูตผสมผสานการทหาร ที่ได้อ่านเจอบ่อย ๆ ช่วงความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีคือ brinkmanship
เป็นสิ่งที่ทั้งฝ่ายสหรัฐและเกาหลีเหนือ ถูกมองว่าใช้เป็นแนวทางการเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง
บางคนแปลเป็นไทยว่า “การเสี่ยงภัยจนถึงขีดอันตราย” ซึ่งก็อาจจะไม่ได้ความหมายที่ครบถ้วนนัก
พจนานุกรมภาษาอังกฤษแปลคำนี้เป็นภาษาตัวเองว่า
“... the activity, especially in politics, of trying to get what you want by saying that if you don’t get it, you will do something dangerous.”
อธิบายได้ง่าย ๆ ว่าคำนี้เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองในการเจรจาต่อรองเอาชนะคะคานระหว่างสองฝ่าย
วิธีการนั้นก็คือคุณบอกคู่กรณีว่าถ้าเขาไม่ยอมให้ในสิ่งที่คุณต้องการ คุณจะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อเขา
นี่เป็นเกมที่ทั้งทรัมป์และ “คิมน้อย” เล่นอยู่ขณะนี้ ถือว่าเป็นการ “เล่นกับไฟ” เพราะหากพลาดท่าพลาดทาง ประเมินสถานการณ์ของตนเองและอีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาด ก็อาจเกิดศึกสงครามร้ายแรงที่มีผลกระทบไปทั่วโลก
การประเมินผิดมีศัพท์ภาษาอังกฤษที่รู้จักกันดีในวงการการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศคือ miscalculation ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะการประเมินผิดย่อมนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด และนำไปสู่ความขัดแย้งที่อาจขยายวงออกไปเกินกว่าที่จะควบคุมได้
ทรัมป์ใช้กลยุทธ์ brinkmanship แล้ว บางครั้งก็อาจเข้าข่าย Mad Man’s Theory แปลตรงตัวว่า “ทฤษฎีคนบ้า”
ไม่ได้บ้าในลักษณะเป็นโรคจิตหรือประสาทเสื่อม แต่แสร้งทำเป็น “คนบ้า” เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามกลัวว่าอีกฝ่ายหนึ่งอาจทำอะไรแบบบ้า ๆ ก็ได้ถ้าหากไม่ย่อมตามเงื่อนไขของเขา
นักวิเคราะห์มะกันบอกว่าสมัยอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน มีการพูดถึง “ลูกเล่น” ของผู้นำสหรัฐที่เข้าข่ายทฤษฎีคนบ้าอย่างนี้เพื่อให้สหภาพโซเวียตในขณะนั้นกลัวว่าหากไม่ยินยอมตามเงื่อนไขบางอย่างของสหรัฐ ก็อาจเจอกับการ “อาละวาด” ในรูปแบบที่ไม่อาจจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้
แต่วันนี้ นอกจากทรัมป์จะอ้างว่าจุดแข็งตัวเองคือ unpredictability คือการไม่สามารถที่ใครจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าเขาจะทำอะไร ซึ่งออกมาในรูป “เช้าพูดอย่าง เย็นพูดอีกอย่าง”
ไม่ว่าเขาจะตั้งใจที่จะไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าว่าเขาจะทำอะไรหรือไม่อย่างไร แต่ในทางปฏิบัติจริง เขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นั่นคือพูดจาและกระทำการที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย
วันหนึ่งเขาบอกว่าอาจจำเป็นต้องใช้วิธีการทางทหารเพื่อจัดการกับปัญหาเกาหลีเหนือเพราะผู้นำประเทศนั้นอาจจะทำอะไรบ้า ๆ ก็ได้
อีกวันหนึ่ง ทรัมป์บอกว่า “คิมน้อย” เป็น “คนเก่ง ไหวพริบดี เอาตัวรอดได้ตลอด” (smart cookie)
วันต่อมาทรัมป์บอกว่า “จะรู้สึกเป็นเกียรติ” หากมีโอกาสได้พบกับคิมจองอึนตัวต่อตัว “ในเวลาที่ถูกต้องเหมาะสม”
แนวทางพลิกไปพลิกมาอย่างนี้ ศัพท์อังกฤษเรียกว่า flip-flop ซึ่งได้กลายเป็นลักษณะส่วนตัวของทรัมป์ไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะเขาอ้างว่าเป็น deal-maker ซึ่งหมายถึงคนที่พร้อมจะต่อรองทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ และพร้อมจะเปลี่ยนจุดยืนของตนเองได้ทุกเมื่อหากสามารถทำให้เขาได้ประโยชน์ขึ้นมา
ดังนั้น วันหนึ่งทรัมป์บอกว่าจีนเป็นประเทศที่แย่ เอาเปรียบสหรัฐ ด้วยการได้ดุลการค้ามหาศาล อีกทั้งยังเป็น currency manipulator (นักปั่นเงินสกุลหยวนให้อ่อนเกินความเป็นจริงเพื่อจะได้ขายของให้สหรัฐเยอะ ๆ)
แต่ต่อมาอีกไม่นาน ทรัมป์บอกว่าจีนไม่ใช่นักปั่นเงินแล้ว “เพราะจีนช่วยเราในปัญหาเกาหลีเหนือ”
ติดตามการวิเคราะห์ข่าวร้อนระดับโลกอย่างนี้ ต้องเข้าใจความหมายของศัพท์แสงการเมืองด้วย จึงจะเข้าใจลึกซึ้งและวิเคราะห์ได้อย่างรู้เท่าทัน









