ครั้งที่แล้วได้ชี้ให้เห็นระบบประกันสุขภาพในประเทศไทย แบ่งออกได้เป็นสี่กลุ่ม
กลุ่มแรก เป็นการซื้อประกันสุขภาพโดยสมัครใจจากบริษัทประกันสุขภาพ กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มข้าราชการที่ได้รับสวัสดิการข้าราชการ กลุ่มที่สาม เป็นพนักงานลูกจ้างองค์กรและบุคคลทั่วไปที่เข้าระบบประกันสังคม และกลุ่มที่สี่ คือกลุ่มประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ในสามกลุ่มแรก และถือเป็นผู้ได้รับสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ (ประกันสุขภาพถ้วนหน้า) หรือที่เรียกกันติดปากว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือโครงการบัตรทอง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสี่กลุ่มนี้ไม่ได้แยกจากกันโดยเด็ดขาด กลุ่มแรกนั้นอาจมีลักษณะที่ชัดเจนว่าเป็นการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองทั้งหมด จากการซื้อประกันสุขภาพคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล มากน้อยแตกต่างกันตามสถานภาพของผู้ซื้อประกัน แต่ก็ยังไม่ตัดสิทธิที่จะใช้บริการสิทธิประโยชน์จากประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพราะยามใดที่ไม่สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ ก็กลับมาใช้สิทธิพื้นฐานนี้ได้โดยทันที กลุ่มที่สองนั้นก็เช่นกันว่าวันใดที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากสวัสดิการข้าราชการ ก็กลับมาใช้สิทธิประโยชน์จากประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ รวมทั้งกลุ่มที่สามก็เช่นกัน จึงมีแค่กลุ่มที่สี่ที่รองรับคนที่เหลือจากทุกกลุ่มทั่วประเทศ
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงพบว่ามีการทับซ้อนกันอย่างมากในการใช้สิทธิประโยชน์ข้ามกลุ่ม ในปัจจุบันมีผู้ทำประกันสุขภาพเองกับบริษัทประกันประมาณกว่าสิบล้านคน ที่เหลืออีกประมาณห้าสิบล้านคน เป็นข้าราชการที่ใช้สิทธิสวัสดิการข้าราชการ เมื่อรวมสมาชิกครอบครัวที่ได้รับสิทธิด้วยก็ตกประมาณสี่ล้านคน กลุ่มผู้ใช้แรงงานพนักงานลูกจ้างทุกคนต้องเป็นสมาชิกประกันสังคมตามกฎหมายประมาณสิบสองล้านคน ส่วนที่เหลือเป็นผู้มีสิทธิใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณสี่สิบล้านคน
การทับซ้อนของสิทธิประโยชน์นี้ทำให้เกิดความลักลั่นกันไม่ใช่น้อย เพราะแต่ละกองทุนมีสิทธิประโยชน์และข้อจำกัดสิทธิ์ที่ต่างกัน แต่รัฐบาลก็มีนโยบายให้สามารถเลือกใช้บริการจากสถานพยาบาลข้ามกันได้ โดยใช้ระบบการตัดจ่ายค่าบริการเรียกเก็บเงินระหว่างกองทุน นับเป็นการสร้างความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการจากข้อจำกัดเรื่องสถานพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้อยู่ไกลเกินไป หรือในภาวะฉุกเฉินไม่สามารถเข้าโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ได้ ก็สามารถใช้บริการสถานพยาบาลใกล้สุด ถือเป็นเรื่องดีที่รัฐบาลพยายามให้ประชาชนมีความสะดวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การให้ความสะดวกบางครั้งก็กลับสร้างปัญหาเช่นกัน อาทิการที่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับสวัสดิการข้าราชการ และกองทุนประกันสังคมต่างก็มีอัตราการเบิกจ่ายการรักษาพยาบาลแตกต่างกัน จึงเกิดปัญหาว่าผู้ป่วยคนเดียวกัน รักษาโรงพยาบาลเดียวกัน แต่สิทธิประโยชน์ไม่เท่ากัน หรือการที่สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช) ใช้วิธีจ่ายค่าบริการเป็นรายหัวในยอดผู้ใช้บริการยอดหนึ่ง แต่ผู้ใช้บริการจริงมีจำนวนต่ำกว่า ก็จะเกิดการกระจายเงินให้สถานพยาบาลไม่เท่ากัน จึงเกิดสภาวะบางโรงพยาบาลอยู่ได้ แต่หลายโรงพยาบาลก็ประสบปัญหาขาดทุนจำนวนมาก
ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐจัดให้กับประชาชนทุกคนนั้น โดยหลักการเป็นการให้บริการขั้นพื้นฐานเป็นหลัก เพราะแต่ละโรคมีความซับซ้อนแตกต่างกัน ยิ่งซับซ้อนมากก็ยิ่งดูแลรักษามาก ค่าใช้จ่ายก็พุ่งขึ้นมาก ถ้าระบบประกันสุขภาพไม่คำนึงถึงความจริงนี้ ในที่สุดรัฐบาลคงไม่มีงบประมาณพอที่จะใช้ดูแลประชาชน เพราะค่ารักษาพยาบาลไม่เคยลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกปี และยิ่งประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยที่ไม่มีเงินได้มากขึ้นเท่าไรค่าใช้จ่ายก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะคนรุ่นใหม่มีอัตราเกิดน้อยลง อัตราส่วนเงินไหลเข้าจะน้อยลง อัตราเงินไหลออกจะมากขึ้น และในที่สุดทุกกองทุนก็จะมีปัญหาเหมือนกันคือไม่มีเงินจ่าย






