แม้หน่วยงานหลายภาคส่วนทั้งรัฐฯ และเอกชนจะออกมาตีฆ้อง ยินดีปรีดากับตัวเลขส่งออกไทย
ในเดือน มี.ค.2560 ที่มีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และพลิกกลับมาเป็นบวกจากการส่งออกเดือน ก.พ.2560 ที่ติดลบอยู่ราว 2.8%
การกลับมาขยายตัวสูงในครั้งนี้ ยังทำให้ภาพรวมการส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2560 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยายตัว 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และนับเป็นการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 4 ปี
เมื่อตรวจลิสต์ข้อมูลส่งออกตามที่กระทรวงพาณิชย์แจกแจงแล้ว พบว่าปัจจัยที่ทำให้ภาคส่งออกขยายตัวครั้งนี้ เพราะได้รับแรงหนุนจากการส่งออกรายการสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เพิ่มขึ้น 12% โดยสินค้าที่ขยายตัวดี เช่น ยางพารา เพิ่ม 95.4% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวยังคงเป็นสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่ม 64.7% เครื่องคอมพิวเตอร์ เพิ่ม 18.4% และน้ำมันสำเร็จรูป เพิ่ม 53.9% เป็นต้น
แต่ใช่ว่าการส่งออกที่เป็นบวกจะไม่มีเรื่องน่ากังวลเพราะในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ส่วนของรายการสินค้าหลักที่ไทยส่งออกกลับยังติดลบสวนทาง ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่มูลค่าส่งออก 1.14 พันล้านดอลลาร์ ติดลบ 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกับมันสำปะหลัง และน้ำตาล รวมทั้งสินค้าในหมวดอุตสาหกรรมสำคัญอย่างยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ในภาพรวมมีมีการส่งออกราว 8.2 พันล้านดอลลาร์ ติดลบอยู่ที่ 0.1%
ดัชนีตัวชี้วัดอีกส่วนที่จะบอกว่าสัญญาณภาคส่งออกอยู่ในช่วงฟื้นตัวหรือไม่ จึงต้องหันมาดูกันที่ภาพรวมส่งออกรายตลาด ที่ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ในเดือน มี.ค.2560 รายงานว่าตลาดสำคัญเกือบทุกตลาดยังขยายตัว เช่น จีน ขยายตัวสูงถึง 47.6% และอินเดีย บวก 14.9% โดยมูลค่าของทั้งสองประเทศนับว่าขยายตัวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ยังเห็นตลาดสำคัญอย่างตลาดตะวันออกกลางที่ติดลบถึง 21.5% และอาเซียนเดิมติดลบ 8.6%
ตัวเลขที่ไม่ได้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน และการขยายตัวที่มากสุดในรอบหลายปีเช่นนี้ เมื่อข้ามไปถามถึงความเห็นของภาคเอกชนที่คลุกคลีอยู่ในภาคส่งออกอย่าง “นายนพพร เทพสิทธา” รักษาการประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ก็ประเมินว่าการส่งออกไทยโตถึง 9.2% ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้มากโดยมีผลพวงหลักมาจากตลาดจีนที่การนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นมา โดยเฉพาะยางพาราและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น แต่อีกนัยยะที่ต้องจับตาคือความเสี่ยงต่างๆ ของโลกที่เข้ามาทำให้เกิดภาวะการกักตุนสินค้า
เพราะแม้ว่าปัจจัยบวกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาจะเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ราคาน้ำมันที่ปรับดีขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาวะที่อาจเกิดสงคราม ประกอบกับนโยบายกีดกันทางการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ก็เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้นำเข้าเร่งการนำเข้าสินค้ามาก
ปัจจัยของความไม่แน่นอนเหล่านี้จะส่งผลให้ต่อเนื่องเช่นนี้ไปอีกจนถึงไตรมาส 2 ของปีนี้ และช่วงที่สำคัญมากๆ ที่จะชี้ชะตาของภาคส่งออก คือช่วงไตรมาส 3 ที่คาดว่าปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของโลกจะเริ่มส่งผลชัดเจนมากขึ้น
ท้ายที่สุดแล้วการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของภาคส่งออกไทยในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาจนเป็นแรงหนุนให้ภาพรวมไตรมาสแรกกลับมาฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ก็ไม่ได้นับเป็นผลที่จะทำให้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ รวมถึงเป้าหมายเข็นภาคส่งออกขยายตัวถึง 5% ได้อย่างชัดเจน
ที่สุดก็อาจเป็นเพียง “ภาพลวงตา” ที่ต้องจับตามอง
....................
วรรณิกา จิตตินรากร






