“Absolutely, there is a chance that we could end up having a major,
major conflict with North Korea… We’d love to solve things diplomatically but it’s very difficult…”
นี่คือประโยคล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ความตึงเครียด ในคาบสมุทรเกาหลียังอาจจะย่ำแย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันได้
คำว่า “major, major conflict” ของทรัมป์แปลได้ว่า “ความขัดแย้งใหญ่ ใหญ่” ซึ่งอาจหมายถึงสงครามได้
เพราะแม้เขาจะบอกว่าอยากแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต “แต่มันยากมาก ๆ”
สะท้อนว่าความพยายามต่าง ๆ ที่สหรัฐได้ดำเนินมาตลอด ไม่ว่าจะส่งสัญญาณเตือนด้วยการโจมตีซีเรียกับอัฟกานิสถาน หรือส่งเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ไปบริเวณคาบสมุทรเกาหลี ตลอดจนขอให้จีนเกลี้ยกล่อมโสมแดงนั้น ไม่มีท่าทีว่าจะนำไปสู่การเจรจาได้แม้แต่น้อย
ในการให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ครั้งนี้ ทรัมป์ชื่นชมประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน บอกว่าเป็น “คนดีมาก” แต่ขณะเดียวกันก็รักประเทศจีนและคนจีน
“ผมเชื่อว่าเขา (สี) กำลังพยายามอย่างมาก ผมรู้ว่าเขาพยายามจะทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ แต่บางทีก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะทำไม่สำเร็จก็ได้...”
ประโยคนี้แหละที่วิเคราะห์ได้ว่าทรัมป์คงได้รับคำบอกเล่าจากสีจิ้นผิงแล้ว ว่าความพยายามที่จะกล่อมเกาหลีเหนือตามคำเรียกร้องของสหรัฐอาจจะไปไม่ถึงไหน
นี่คือข้อน่าเป็นห่วงต่อสถานการณ์คาบสมุทรเกาหลี ที่เริ่มจะชัดขึ้นทุกทีว่าอเมริกากับจีนร่วมมือกันแล้วยัง “เอาไม่อยู่” เพราะคิมจองอึนต้องการอะไรที่จีนและสหรัฐให้ไม่ได้ นั่นคือการให้สหรัฐถอนตัวออกไปจากคาบสมุทรเกาหลี
ขณะเดียวกันเงื่อนไขของสหรัฐและจีน ที่ให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ก็เป็นไปได้ยากพอ ๆ กัน
เพราะ “คิมน้อย” เชื่อว่าหากตนเลิกพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หนีไม่พ้นว่าสหรัฐจะต้องถล่มตนและเข้ามายึดครอง เผลอ ๆ ตัวเขาเองก็อาจจะเอาชีวิตไม่รอดด้วยซ้ำไป เพราะเขาเห็นตัวอย่างซัดดัม ฮุสเซนและอิรักและกัดดาฟีของลิเบียมาก่อนหน้านี้แล้ว
พลเรือเอกแฮรี่ แฮร์ริส ผู้บัญชาการทหารสหรัฐในแปซิฟิกยืนยันว่าเกาหลีเหนือ จะสามารถสร้างขีปนาวุธติดหัวนิวเคลียร์พิสัยไกล ที่สามารถยิงถึงสหรัฐได้ “ไม่ช้าก็เร็ว” (It’s not a question of if, it’s a question of when)
เขายังเสนอด้วยว่าสหรัฐควรจะสร้างระบบสกัดขีปนาวุธ ที่เกาะฮาวายเพื่อสอยขีปนาวุธเกาหลีเหนือ ณ วันใดวันหนึ่งที่เกาหลีเหนือสามารถพัฒนาอาวุธร้ายแรง ที่คุกคามสหรัฐได้ถึงขนาดนั้น
รัฐสภาสหรัฐก็กำลังผลักดันร่างกฎหมายใหม่ ที่จะลงโทษเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นด้วยการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การเงินและด้านอื่น ๆ เพื่อกดดันให้โสมแดงต้องยอมถอย
อีกทั้งยังให้เวลา 90 วันสำหรับรัฐบาลทรัมป์ที่จะพิจารณาประกาศให้เกาหลีเหนือเป็น “ประเทศสนับสนุนการก่อการร้ายระหว่างประเทศ” ซึ่งจะหมายถึงการเพิ่มมาตรการจัดการกับประเทศนั้นเข้มข้นมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง
แต่ทั้งหมดนี้จะทำให้เกาหลีเหนือยอมถอยหรือไม่ยังไม่แน่ชัด หากพิจารณาจากอดีตก็ไม่น่าที่มีผลอะไรมากนัก เพราะแม้มติคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ หลาย ๆ รอบก็ยังไม่สามารถสร้างความตระหนักในการ “ยับยั้งชั่งใจ” เพิ่มขึ้นได้เลย
พอทรัมป์เจอคิมน้อย...โลกก็อกสั่นขวัญแขวนกันไปทั่ว









