การเมืองในยุโรปและสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี กำลังเป็นความเสี่ยงภูมิศาสตร์การเมือง
(geopolitical risk) ที่สำคัญของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ล่าสุด อาทิตย์ที่แล้ว การเลือกตั้งรอบแรกในฝรั่งเศสได้จบสิ้นลงโดยประชาชนฝรั่งเศสกว่าสามสิบสองล้านคนได้เข้าแถวลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ของตนอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีเหตุการณ์ร้าย เป็นการทำหน้าที่ของประชาชนที่น่าชมเชย
ฝรั่งเศสมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงทุกห้าปี ปีนี้การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ค่อนข้างสำคัญทั้งต่อประเทศฝรั่งเศสเองและต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองของโลก อย่างน้อยในสามนัยที่สำคัญ
หนึ่ง เป็นการเลือกตั้งที่ประชาชนฝรั่งเศสต้องตัดสินเลือกผู้นำคนใหม่ ภายใต้สถานการณ์ของประเทศที่ค่อนข้างย่ำแย่และยากลำบาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่ประเทศมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำมาต่อเนื่อง อัตราการว่างงานของคนในประเทศอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ว่างงานกว่าร้อยละ 20 และเรื่องปัญหาความมั่นคงที่มาจากการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นบ่อยกระทบชีวิตทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของคนฝรั่งเศส นอกจากนี้ คนฝรั่งเศสก็แตกแยกในความคิดเรื่องการรับผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศเข้าประเทศ เพราะผลที่จะมีต่อการมีงานทำของคนฝรั่งเศส และประเด็นความปลอดภัย แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบากนี้ คนฝรั่งเศสก็ทำหน้าที่ได้อย่างน่ายกย่องตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะเป็นทางออกให้กับประเทศ
สอง การเลือกตั้งคราวนี้สำคัญต่อระเบียบเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของโลก จากผลที่นโยบายของประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนใหม่จะมีต่อการคงอยู่ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการรวมตัวทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในยุโรป 27 ประเทศที่ฝรั่งเศสเป็นสมาชิกก่อตั้ง ต่อการคงอยู่ของระบบอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินยูโรที่มาจากการรวมตัวของนโยบายการเงินของสมาชิกสหภาพยุโรป 19 ประเทศที่ตกลงใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน ซึ่งฝรั่งเศสเป็นสมาชิกก่อตั้ง และผลที่จะมีต่อความแน่นแฟ้นของสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ที่เป็นการรวมตัวทางทหารของกลุ่มพันธมิตร 28 ประเทศ เพื่อถ่วงดุลอำนาจสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ฝรั่งเศสก็เป็นสมาชิกบุกเบิกก่อตั้งองค์กรนาโต้
สาม การเลือกตั้งคราวนี้สำคัญต่อทิศทางการเมืองภายในฝรั่งเศสเอง ว่านักการเมืองฝรั่งเศสจะสามารถทำหน้าที่นำพาประเทศให้หลุดออกจากปัญหาที่ประชาชนฝรั่งเศสกำลังประสบอยู่ขณะนี้ได้หรือไม่ ภายใต้กระแสพุ่งแรงของแนวการเมืองแบบชาตินิยมที่กำลังเติบโตจากความไม่พอใจของคนชั้นกลางและผู้ใช้แรงงานต่อสิ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน และนโยบายรับผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศเข้าประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนฝรั่งเศสกำลังประสบอยู่เช่นกัน ทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสคราวนี้ จึงมีประเด็นที่ต้องตัดสินใจจริงๆเพียงสองประเด็น หนึ่ง จะเลือกนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมที่สนับสนุนโลกาภิวัฒน์เหมือนในปัจจุบัน หรือนโยบายแบบชาตินิยมที่จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของฝรั่งเศสที่ต้องมาก่อน สอง นโยบายการรับผู้ลี้ภัยอพยพต่างชาติเข้าประเทศว่าจะระงับหรือจะเปิดกว้างเหมือนปัจจุบัน นี่คือสองประเด็นที่ประชาชนฝรั่งเศสต้องตัดสินในการเลือกผู้นำ เพื่อนำประเทศให้หลุดออกจากปัญหาที่มีอยู่
การเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกเมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา มีสีสันมาก มีแนวคิดทางการเมืองหลากหลายที่เสนอตัวให้ประชาชนเลือก ตั้งแต่ขวาสุดแบบตกขอบ อนุรักษ์นิยม กลาง เสรีนิยม จนถึงซ้ายสุดแบบคอมมิวนิสต์ แต่ภายใต้ความหลากหลายนี้ ความแตกต่างในประเด็นหาเสียงของผู้สมัครต่างๆก็จะอยู่ในสองประเด็นที่ได้พูดถึง ตัวอย่างเช่น ผู้สมัครหลักสี่คนแรก คือ หนึ่ง Marine Le Pen ผู้แทนกลุ่มขวาสุด นโยบายคือสนับสนุนเศรษฐกิจชาตินิยม และปฏิเสธการรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ ได้รับคะแนนเสียงรอบแรกร้อยละ 21.3 สอง François Fillon พรรคลิพับบลิกัน สนับสนุนโลกาภิวัฒน์และเศรษฐกิจเสรีนิยมอย่างในปัจจุบัน แต่ปฏิเสธการรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ ได้คะแนนเสียงรอบแรก ร้อยละ 20 สาม Jean-Luc Mélenchon พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย สนับสนุนเศรษฐกิจชาตินิยม แต่สนับสนุนการรับผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศเข้าประเทศ ได้คะแนนรอบแรก ร้อยละ 19.6 สี่ Emmanuel Macron ผู้สมัครอิสระ ตัวแทนกลุ่มแนวคิดกลาง สนับสนุนโลกาภิวัฒน์และเศรษฐกิจเสรีนิยม อย่างในปัจจุบัน และเปิดกว้างต่อการรับผู้ลี้ภัยเข้าประเทศ ได้คะแนนเสียงรอบแรก ร้อยละ 24 นี่คือผลคะแนนเสียงรอบแรกที่ประชาชนฝรั่งเศสเลือก
ในระบบการเมืองฝรั่งเศส จะต้องมีการลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสองในวันที่ 7 พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครสองคนที่ได้คะแนนเสียงรอบแรกสูงสุด คือ ระหว่าง Emmanuel Macron และ Marine Le Pen ซึ่งสำหรับประชาชนฝรั่งเศส การลงคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสอง จะหมายถึง การเลือกทางเดินของประเทศที่แตกต่างกันมาก จากนโยบายของผู้สมัครที่เหลือสองคนที่แตกต่างกันมาก กล่าวคือ
หนึ่ง ต้องเลือกระหว่างนโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยม ที่ผลประโยชน์ของประเทศฝรั่งเศสต้องมาก่อน และปฏิเสธการรับผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นกระแสพุ่งแรงของลัทธิชาตินิยมที่กำลังรุกคืบไปทั่วโลกขณะนี้ หรือนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมตามลัทธิโลกาภิวัฒน์และเศรษฐกิจเสรีนิยม พร้อมการรับผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศ ที่จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน
สอง ต้องเลือกระหว่างบทบาทเดิมของฝรั่งเศสในระเบียบเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของโลกอย่างที่มีอยู่ ทั้งเรื่องสหภาพยุโรป สมาชิกกลุ่มยูโรโซน และองค์กรนาโต้ กับบทบาทใหม่ของฝรั่งเศสในระเบียบเศรษฐกิจการเมืองโลกที่ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร
สาม ต้องเลือกระหว่างการเมืองฝรั่งเศสที่มีอยู่แบบปัจจุบันที่ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ กับ ทางเลือกใหม่แบบชาตินิยม ที่ยังไม่ชัดเจนและไม่เป็นที่มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาประเทศ
นี้คือ สิ่งที่ประชาชนฝรั่งเศสต้องตัดสินใจ ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็จะเป็นการตัดสินใจของประชาชนฝรั่งเศส ตามกระบวนการประชาธิปไตย
ล่าสุด นักวิเคราะห์ชี้ว่า นาย Macron ผู้แทนกลุ่มสายกลาง คงจะเป็นผู้ชนะในรอบสองและคงได้เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนต่อไป จากเสียงสนับสนุนที่ได้เพิ่มจากผู้สมัครอื่นๆที่แพ้ในรอบแรกที่ต้องการกันไม่ให้ Marine Le Pine หัวหน้ากลุ่มขวาสุด ได้รับชัยชนะ ในเรื่องนี้ อยากจะวิเคราะห์ต่อว่า แม้จะได้รับชัยชนะ แต่ก็ไม่มีความมั่นใจว่า นาย Macron จะสามารถบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาที่ประเทศฝรั่งเศสมีอยู่ได้
ส่วนหนึ่งเพราะนาย Macron เป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศมาก่อน ไม่มีมาตรการ หรือ Agenda ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาที่ฝรั่งเศสมีอยู่อย่างไร และอาจไม่มีบารมีที่จะได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภานิติบัญญัติในการบริหารประเทศ ซึ่งถ้านาย Macron ทำไม่ได้จริง ความทุกข์ยากของประชาชนฝรั่งเศสจากปัญหาที่ประเทศมีอยู่ ก็จะยิ่งมีมากขึ้น ทำให้ในการเลือกตั้งคราวหน้า ซึ่งอาจไม่ต้องรอห้าปี เสียงสนับสนุนกลุ่มขวาจัดคงจะมาแบบถล่มถลาย ทำให้การเลือกตั้งรอบสองและการบริหารประเทศจากนี้ไป เป็นเดิมพันที่สูงมาก






