กรณีอดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ชักชวนสมาชิกลงทุนแชร์ล็อตเตอรี่
โดยอ้างว่าได้ก่อตั้งสหกรณ์ล๊อตเตอรี่ขึ้น โดยมีสมาชิกของสหกรณ์จำนวนมากเข้าไปลงทุนด้วย โดยล่าสุดมีสมาชิกที่ได้รับความเสียหายจากกรณีนี้เข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ 55 ราย เป็นวงเงินความเสียหายราว 400 ล้านบาท และคาดว่าจะมีสมาชิกที่ได้รับความเสียหายจากการลงทุนแชงร์ล็อตเตอรี่อีกมากกว่า และวงเงินความเสียหายน่าจะเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านบาท
แม้ว่ากรณีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอดีตประธานสหกรณ์ ย่อมมีสายสัมพันธ์กับสมาชิกจำนวนมากและการใช้ประโยชน์จากความน่าเชื่อถือที่เคยมีมา ทำให้สามารถระดมเงินเข้าลงทุนได้จำนวนมากและสมาชิกสหกรณ์ที่มีระดับการรับรู้ที่ดีหลงเชื่อ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญทำให้การลงทุนในลักษณะของแชร์ลูกโซ่ระบาดและแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้มาก
กรณีของสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬา มีความแตกต่างกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น คือไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผู้บริหารหรือกรรมการสหกรณ์ แต่มีลักษณะใกล้เคียงกันคือผู้ดำเนินการเป็นคนที่มีความใกล้ชิดกับสหกรณ์มาก่อน ดังนั้นความเสียหายจึงไม่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬา เป็นเรื่องของการลงทุนส่วนบุคคลของสมาชิกแต่ละรายและเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดี แต่คำถามสำคัญคือทำไมจึงเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียงกันซ้ำซาก
หากย้อนกลับไปพิจารณาคดีเกี่ยวกับแชร์ล็อตเตอรี่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีการระบาดหนักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปรากฏว่าสมาชิกและสหกรณ์ที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่เป็นครู จนถึงขณะนี้สหกรณ์หลายแห่งยังไม่สามารถเคลียร์ภาระที่เกิดขึ้นได้ และในครั้งนี้เกิดขึ้นในสหกรณ์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสังคมไทยมีปัญหาในเรื่องการลงทุนและความเข้าใจในเรื่องระบบการเงินอย่างรุนแรง
แน่นอนว่ากรณีของแชร์ลูกโซ่ที่เกิดขึ้นล้วนแต่สร้างความเสียหายในวงกว้าง อีกทั้งหน่วยงานรัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต่อเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็มีคำถามเช่นเดียวกันว่าเพราะเหตุใดจึงมีเหยื่อเกิดขึ้นซ้ำซากไม่จบสิ้น ทั้งๆที่ในแต่ละกรณีเป็นข่าวใหญ่และทุกคนให้ความสนใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันก็เกิดขึ้นอีก เพียงแต่อาจเปลี่ยนรูปโฉมไปบ้างในเรื่องของวิธีการ ซึ่งปัญหาสำคัญคือทำไมจึงมีเหยื่อรายใหม่เกิดขึ้น บางรายถือว่าเป็นผู้มีฐานะและมีการศึกษาสูง
หากตอบง่ายๆอาจมองว่าทุกคนย่อมอยากมีฐานะจากการหาผลตอบแทนจากการลงทุน แต่การแพร่ระบาดของแชร์ลูกโซ่ในสังคมไทยยังสะท้อนให้เห็นค่านิยมบางอย่างที่ค่อนข้างแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในสังคม นั่นคือ อยากมีฐานะและร่ำรวยในระยะสั้นโดยไม่ต้องทำงานหนัก ซึ่งหากคิดอย่างมีสามัญสำนึกแล้วจะเห็นว่าในระบบเศรษฐกิจทั่วไปเป็นเรื่องยากมากที่จะเป็นเช่นนั้นได้ นอกจากต้องหาเงินด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมายหรือฉ้อโกงมาเท่านั้น
กรณีนี้ไม่ว่าจะการวางระบบดีอย่างไรก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้มากนัก เพราะปัญหาอยู่ที่คนเข้าไปร่วมต่างหาก ซึ่งลำพังผู้ที่เป็นต้นคิดไม่อาจประสบความสำเร็จได้ หากไม่มีเหยื่อที่มีความคิดอยากร่ำรวยเร็ว ดังนั้นหากคิดในเชิงระบบแล้วอาจสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังมีปัญหาอย่างมาก และถึงที่สุดแล้ว ปัญหานี้ก็มีรากเหง้าเดียวกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แม้ว่าที่ผ่านมา คนไทยพยายามชูในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในทางปฏิบัติจริงเรายังย่ำอยู่กับที่และเป็นที่เดียวกับที่เคยสร้างปัญหาทางสังคม







