วิกฤติสื่อที่เป็นผลจากการพัฒนาของโซเชียลมีเดีย จนทำให้ “สื่อกระแสหลัก” ล้มหายตายจาก
และไม่ใช่ผู้กำหนด “วาระข่าว” ในแต่ละวัน แต่ละเรื่องอีกต่อไป ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อผู้ที่ทำงานการเมือง และเป็นบุคคลสาธารณะด้วย
อาจารย์ สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และความมั่นคงชื่อดัง เคยสรุปเอาไว้แบบคมๆ ว่า โซเชียลมีเดียทำให้คนที่ทำงานการเมือง ไม่สามารถหลอกประชาชนได้อีกแล้ว
เราลองย้อนดูง่ายๆ อย่างเรื่อง “หมุดคณะราษฎร” ถูกสับเปลี่ยน เมื่อรัฐบาลตอบไม่ตรงคำถาม (หรือไม่ยอมตอบ) เรื่องก็ไม่จบ และจะยังคงเป็นประเด็นค้างคาใจสะสมต่อไป
เรื่องแบบนี้อย่าประมาทกระแสสังคม เพราะความเชื่อมต่อของข้อมูลข่าวสาร ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว
หลายเรื่องเหมือนสังคมปล่อยผ่าน แต่เมื่อถึงจังหวะเวลาหนึ่ง ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกขุดขึ้นมาเรียงร้อยใหม่ และกระตุ้นความรู้สึกค้างคาใจสะสมให้ระเบิดออกมาได้
ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีเอาเสียเลย คนทั่วๆ ไป โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ หรือมีรายได้แบบเดือนชนเดือน ไม่มีใครนิยมชมชื่นกับสภาพที่เป็นอยู่ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำและปรากฏเป็นข่าวคือการแจก 2 ขั้นให้คนที่ทำงานให้ คสช. ขณะที่นายพลระดับหัวๆ ที่มีตำแหน่งแห่งหนทั้งใน ครม. คสช.และสนช. รับเงินเดือนกัน 2 ทาง 3 ทาง ทำงานในห้องแอร์...ไหนบอกเสียสละเข้ามา?
นี่ยังไม่นับความไม่โปร่งใสในการทำมาหากินของคนใกล้ชิดอีกนับไม่ถ้วน...
ในแง่นโยบายก็เตรียมจัดซื้อเรือดำน้ำ 3.6 หมื่นล้าน ใครค้านก็ด่า, ผลักดันกฎหมายโอนงบประมาณ (ซึ่งหมายถึงการโอนอำนาจการสั่งใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล มาที่นายกฯ และครม.) ทั้งๆ ที่รัฐบาลเลือกตั้งเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยังไม่กล้าทำ
การคุมสื่อกระแสหลักอย่างทีวี ด้วยการ “จ้อข้างเดียว” มานานเกือบ 3 ปีของนายกฯไม่ได้ก่อประโยชน์ใดๆ เช่นเดียวกับการกดดันการทำหน้าที่ของสื่อ เพราะผู้ที่กำหนดวาระข่าวกลายเป็นใครก็ได้ที่มีคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน บทเรียนของ “อาหรับสปริง” ที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศมุสลิมเล็กๆ อย่างตูนิเซียก็มีให้ศึกษามาแล้ว
ถ้าท่านยังละเลยความรู้สึกของประชาชนต่อไปแบบที่ตอบคำถามเรื่อง “หมุดคณะราษฎร” ระวังกระแสจะตีกลับ เพราะมันจะแรงกว่าขามาหลายเท่านัก!






