วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เป็นหน้าที่คนรวยที่ต้องช่วยสังคม

สองอาทิตย์ก่อนผมเขียนบทความ “ความเหลื่อมล้ำ คอร์รัปชัน และการเมือง” ตีพิมพ์ใน นสพ.ไทยโพสต์

 พูดถึงความเหลื่อมล้ำที่มีมากในโลกขณะนี้ ที่คนหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในโลกมีความมั่งคั่งมากกว่าคนอีก 99% เปอร์เซ็นต์ที่เหลือรวมกัน ในกรณีของไทย กลุ่มคนที่รวยที่สุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์แรกของประเทศเป็นเจ้าของ 58% ของความมั่งคั่งทั้งหมดที่ประเทศมี บทความได้จุดประเด็นถกเถียง อย่างน้อยก็ในวงสนทนาประจำของผมที่ตั้งข้อสังเกตุว่า ความร่ำรวยคืออำนาจอย่างหนึ่ง ทำให้เจ้าของความร่ำรวยมีอำนาจมาก และเมื่อมีอำนาจก็ควรต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะใช้อำนาจนี้เพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ อีกประเด็นเป็นคำถามว่า จริงๆ แล้ว คนที่ร่ำรวยมากๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ใช้ความร่ำรวยให้เป็นประโยชน์หรือบริจาคให้กับสังคมบ้างหรือไม่ วงสนทนาผมไม่มีคำตอบ แต่ให้ข้อคิดหลายอย่างที่จะนำมาชวนคุยกับแฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” วันนี้

ต่อคำถามว่าคนที่รวยจริงๆ เขาใช้เงินอย่างไร บริจาคช่วยสังคมหรือคนส่วนใหญ่บ้างหรือไม่ เรื่องนี้ถ้าพูดถึงคนรวยรุ่นใหม่ที่กำลังรวยหรือที่เพิ่งรวย เช่น เศรษฐีรุ่นใหม่ในประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย สิงคโปร์ ผลสำรวจของ นสพ. เดอะ เทเลกราฟ ประเทศอังกฤษ ปี 2015 ชี้ว่า คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะใช้เงินที่มีซื้อที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ลงทุนในธุรกิจใหม่ และเดินทางท่องเที่ยว ไม่มีพูดถึงการบริจาคเงินให้สังคม อีกข้อมูลหนึ่งปี 2012 ที่อ้างข้อมูลจากธนาคาร แบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุว่าคนรวยที่อเมริกาที่มีความมั่งคั่งสุทธิเฉลี่ยสิบล้านเหรียญสหรัฐ (ซึ่งก็ไม่รวยมาก) จะบริจาคเงินเพื่อการกุศลเพียงห้าหมื่นเหรียญทั้งชีวิต คิดเป็นเพียง 0.5% ของความมั่งคั่งที่มี ชี้ชัดเจนว่าคนที่รวยจะไม่ค่อยบริจาค แต่จะใช้เงินเพื่อตนเองและครอบครัว

ทำไมคนที่รวยมากไม่บริจาค ผมว่าเหตุผลคงมีเยอะ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ไม่บริจาค เราจะได้ยินข่าวคนที่รวยมากๆ จะบริจาคหรือช่วยสังคมอยู่เสมอ แต่การบริจาคก็เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ หนึ่ง บางคนบริจาคเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่อยากทำในตอนนั้น เป็นสิทธิที่มากับเงินทองที่มี บางทีก็เอาเงินไปเที่ยว ไปซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อเครื่องบิน นึกอารมณ์ดีก็บริจาค ไม่แน่ไม่นอน ประเด็นก็คือ เป็นสิทธิของคนทีมีเงินที่จะทำอะไรก็ได้กับเงินที่มีอยู่ จะบริจาคก็ได้ ไม่บริจาคก็ได้ เป็นสิทธิ สอง บริจาคเพราะต้องการประโยชน์ที่ได้จากการบริจาค คือยังมองประโยชน์ตนเองเป็นใหญ่ บริจาคเพื่อเอาหน้า เอาชื่อเสียง เอาบุญ เอาเกียรติที่ชุมชนจะให้จากการบริจาค บริจาคเพื่อให้มีป้ายชื่อติดอยู่ตามตึก บริจาคเพื่อเอาใบเสร็จรับเงินไปหักภาษี ไม่ใช่การบริจาคด้วยใจ แต่เพื่อหวังผลตอบแทน สาม บริจาคเพราะถือเป็นหน้าที่ของคนที่ร่ำรวยกว่าคนอื่น ที่ต้องใช้ความร่ำรวยที่มีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยคนมีทุกข์โดยไม่หวังชื่อเสียง หรือผลตอบแทน มองเป็นภาระหน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องทำ เป็นภาระหน้าที่ของคนที่มีเงิน ที่ต้องช่วยเหลือคนในสังคมที่ยากไร้กว่า มองการบริจาคเป็นการทำหน้าที่

ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมากอย่างประเทศไทย ที่มีความเหลื่อมล้ำมากเป็นที่สามของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย และคนไทยก็รวยติดอันดับโลก การบริจาคจึงควรถือเป็นหน้าที่สำหรับคนที่รวยมากๆ เป็นพันธกิจทางศีลธรรมที่ต้องทำ ทั้งเพื่อตัวเอง และเพื่อให้สังคมเดินต่อได้

ที่บอกว่าต้องทำเพื่อตัวเองและเป็นหน้าที่ก็เพราะคนเราตอนเกิดมานั้นไม่มีอะไร มามือเปล่า ตอนตาย เราทุกคนตายแน่ไม่ว่าจะรวยแค่ไหน ก็จะไปมือเปล่า ดังนั้น เมื่อทั้งจุดเริ่มต้นและจุดจบสิ้นเหมือนกันคือไม่มีอะไร มาไปมือเปล่า แล้วความมั่งคั่งมหาศาลที่หามาในช่วงที่มีชีวิตอยู่จะเอาไปทำอะไรในที่สุด นี่คือคำถาม ถ้าจะให้ลูกหลานทั้งหมดก็เหมือนทั้งชีวิตเกิดมาเพื่อเป็นเชลยลูกหลานไม่กี่คน และก็ไม่รู้ว่าลูกหลานจะรักษาทรัพย์ที่หามาได้หรือไม่ ทำให้ตายไปอาจนอนไม่หลับ ในเรื่องนี้จึงมีข้อคิดว่าจงให้เพื่อให้ลูกสามารถเอาเงินที่ให้ไปสร้างชีวิตของตัวเองได้ แต่ไม่ควรให้เพื่อให้ลูกอยู่สบายโดยไม่ต้องทำอะไร เพราะลูกจะไม่รู้จักชีวิตและจะพลาดแน่นอนจากความสบายที่พ่อแม่ให้ไว้ แต่ถ้าเราแบ่งปัน รู้จักให้ มองการให้เป็นหน้าที่ที่ต้องคืนให้สังคม ลูกหลานก็จะสบาย จะอยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติ จากกรรมดีที่พ่อแม่ได้ทำไว้กับสังคมด้วยการบริจาค ปกป้องวงศ์ตระกูลให้อยู่ในบ้านในเมืองอย่างสง่างาม จากความดีงาม และความมีน้ำใจที่พ่อแม่ได้ให้ไว้กับสังคม

แต่มีคนรวยมากๆ ซักกี่คนที่จะคิดและเข้าใจในหลักธรรมนี้ ในต่างประเทศมีตัวอย่างมากมายที่คนที่รวยมากจริงๆ จะบริจาคมากเพราะถือเป็นหน้าที่ เช่น บิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่กำลังผลักดันแคมเปญ The Giving Pledge ให้คนรวยมากทั่วโลกบริจาคเงินเพื่อสังคม อีกตัวอย่างคือ เดวิด ร็อคกี้เฟลเลอร์ (DavidRockefeller) มหาเศรษฐีรุ่นเก่าอันดับต้นๆ ของสหรัฐที่เพิ่งเสียชีวิตไป ที่เคยบอกว่า ถ้าสิ่งที่คุณอยากได้มีอย่างเดียวคือต้องการรวย คุณจะไม่มีวันได้มัน (If youronlygoalis to become rich, you will never achieve it) เป็นคำพูดที่ลึกซึ้งและสอนคนรวยให้คิด เดวิด ร็อคกี้เฟลเลอร์เสียชีวิตเดือนที่แล้ว อายุ 101 ปี ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ 7 ครั้งก่อนตาย ผ่าครั้งแรกอายุ 61 ปี และเงินที่มีอยู่มากมหาศาลก็ไม่สามารถรักษาชีวิตเขาได้ เขาบอกว่า ชีวิตที่ดีที่สุดคือชีวิตที่เรียบง่าย ใช้เวลากับลูกและเพื่อนสนิท และพอใจในสิ่งที่มีอยู่ เรื่องเงินเขาบอกว่าในชีวิตเขาหามาเยอะ แต่ก็บริจาคเกือบหมด เพราะไม่รู้ว่าจะมีไว้เพื่ออะไรถ้าไม่แชร์กับคนอื่น (I’ve made a lot of money in my life, but I’ve given most of it away. There is no point of having if you can’t share)

บ้านเรามีคนรวยมากๆ เยอะ แต่มักไม่ค่อยเห็นหรือได้ยินว่าคนรวยของเราคืนความมั่งคั่งให้กับสังคมเพราะถือเป็นหน้าที่ แต่ข่าวดีก็คือ ในต่างประเทศรุ่นลูกของคนที่รวยมากๆ ที่ได้มรดกจากรุ่นพ่อ เริ่มมองหน้าที่ของตนเองว่ามีสามหน้าที่ หนึ่ง หน้าที่ต่อครอบครัวที่ต้องรักษา และสร้างการเติบโตให้กับทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูล สอง หน้าที่ต่อตนเองที่จะทำและสร้างความสำเร็จให้กับตนเองในสิ่งที่ตนเองชอบ และสาม หน้าที่ต่อสังคมที่ต้องแบ่งปันโอกาสและความร่ำรวยคืนให้สังคม แต่วิธีการให้ของคนรุ่นลูกไม่ใช่การบริจาคแบบให้เปล่า แต่เป็นการนำเงินที่จะบริจาคไปลงทุน หรือสร้างธุรกิจที่จะให้ผลตอบแทนแก่ผู้รับบริจาค ให้มีรายได้มีธุรกิจที่จะสร้างอนาคตได้ต่อไป คือสอนคนให้ตกปลา ไม่ใช่ให้ปลาเพื่อประทังชีวิต

วงสนทนาผมไม่มีคำตอบว่า เศรษฐีรุ่นลูกในเมืองไทยจะทำแบบนี้หรือไม่ ตอบได้แต่เพียงว่า ความหวังอยู่ที่คนรุ่นใหม่มากกว่ารุ่นปัจจุบัน