บทบาทของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ผ่านมายาวนาน มักถูกมองเสมอว่า
กรรมการหลายคนมีความยึดโยงกับ “การเมือง” ทั้งที่มาและความสัมพันธ์ส่วนตัว จึงเกิดเป็นประเด็นติติงบ่อยครั้งว่า กสม.ให้ความสนใจการคุ้มครองสิทธิ ให้กับคนบางกลุ่ม บางพวกเป็นการเฉพาะ และขณะเดียวกันก็ละเลยการดูแลในบางเรื่องจนสังคมเกิดข้อสงสัย และถูกมองว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง ตามด้วยคำถามที่ลึกลงไปถึงบทบาทและความคุ้มค่าในการมีองค์กรแห่งนี้
ยิ่งเมื่อมีข่าวคราวความ“แตกแยก”ภายในองค์กร โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในกรรมการ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยื่นใบออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ถูกสังคมจับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์กันมากยิ่งขึ้น ทั้งจากข้อมูลอันเป็นจริงและการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นความเห็นว่าความแตกแยกเกิดมาจาก“ขั้วการเมือง”ที่แตกต่าง หรือเกิดจากการแทรกแซง“ล้วงลูก”ของรัฐบาล รวมไปถึงประเด็นที่มีเค้าความจริง เพราะมีการพูดถึงกันอย่างกว้างขวางคือการไม่เคารพมติ“เสียงส่วนใหญ่”
ที่สำคัญภาพความขัดแย้งยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ง่ายๆ เมื่อนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม. ใช้พื้นที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเเห่งชาติ ในการเผยแพร่คำชี้แจงกรณี นพ.สุรเชษฐ์ ลาออกจากตำแหน่ง โดยการถาม-ตอบ 6 ข้อ ที่พอสรุปใจความสำคัญได้ว่าการลาออกของกรรมการเป็นดุลพินิจเฉพาะตัว ไม่มีใครสามารถบีบบังคับหรือเรียกร้องให้ลาออกได้ และยอมรับว่าภายในองค์กรมีปัญหา แต่ถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องอยู่ช่วยกันแก้ไข
รวมทั้งชี้แจงข้อกล่าวหาของสังคมที่ว่า บางครั้งเสียงข้างน้อยไม่ยอมรับมติเสียงข้างมาก โดยยืนยันไม่เป็นความจริง เพราะการทำงานของกสม.ชุดปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีมติเอกฉันท์แทบทั้งสิ้น มีน้อยครั้งมากที่เห็นต่าง และที่อาจกลายเป็นการ“เติมเชื้อไฟ”ก็คือคำถามที่ตั้งเอง ตอบเองในข้อสุดท้าย ที่ระบุถึงบทบาท กสม.ว่า “คณะกรรมการสิทธิฯ ต้องทำหน้าที่เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องแท้จริง ถ้าประพฤติตนรับใช้ต่างชาติ ย่อมเป็นที่เคียดแค้นชิงชังของประชาชน และอยู่ไม่ได้”
แถลงการณ์ที่ออกมาได้ถูก“ต่อความยาว” ออกไปอีกเมื่อนางอังคณา นีละไพจิตร อีกหนึ่งกรรมการสิทธิฯ ออกมากล่าวถึงแถลงการณ์ 6 ข้อดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นกล่าวหามีการรับใช้ต่างชาติ เพราะเท่าที่เข้ามาทำงานยังไม่เห็นมี กสม.คนไหนทำตัวแบบนั้น ถือเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก และหากมีกสม.คนใดที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นจริง ก็สมควรใช้กลไกทางกฎหมายดำเนินการ และนำหลักฐานมอบให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ถอดถอน จะดีกว่ามาพูดเหมารวม
ท่าทีการเคลื่อนไหวของ“ต่างขั้ว”สะท้อนชัดว่ามีความร้าวลึก ซึ่งเป็นที่รู้ดีว่าองค์กรใดก็ตามที่อยู่ร่วมกันด้วยลักษณะเช่นนี้ ก็ยากที่จะพัฒนาองค์กรให้เกิดความก้าวหน้า ทำให้เสียโอกาสในการทำงานตามภารกิจหน้าที่ไปอย่างที่ควรจะเป็น และควรจะเกิดประโยชน์กับประชาชน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเร่งยุติปัญหาต่างๆ โดยเร็ว เพราะวันนี้หากจะมีกรรมการคนหนึ่งคนใดลาออกไปอีก ก็ยังติดล็อกคำสั่งคสช.ที่ไม่สามารถสรรหาบุคคลมาทำหน้าที่แทนได้
หรือแม้ว่าหลังมีรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องมีการร่างกฎหมายลูกว่าด้วยกสม. มีการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ แน่นอนว่าด้วยเงื่อนไขที่เปลี่ยนไปหลายคนอาจต้อง“ตกกติกา” แบบเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ ซึ่งอาจมี“บทเฉพาะกาล” ที่ให้ทำงานต่อไปจนกว่าจะสิ้นวาระ แต่ในเมื่อกฎหมายของแต่ละองค์กรอิสระไม่ได้เกี่ยวโยงกัน กรณีองค์กรที่มีปัญหาก็น่าจะปล่อยให้เดินไปตามกติกาใหม่ ให้เกิดการ“รีเซ็ต”กรรมการยกชุดทั้ง 7 คน เพื่อสามารถทำงานเกิดประโยชน์ได้อย่างจริงจังต่อไป






