หลังจากที่ ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ของสหรัฐ ลงนามในคำสั่งพิเศษ 2 ฉบับ
โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายด้านการค้า รวมทั้งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า โดยสั่งให้กระทรวงพาณิชย์และตัวแทนการค้าของสหรัฐ หาสาเหตุที่สหรัฐ มียอดขาดดุลการค้าสูงถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กับ 16 ประเทศ ซึ่งหนึ่งในนี้มีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ด้วย
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความเห็นในเรื่องนี้จากทางการไทยต่อเนื่อง ซึ่งดูค่อนข้างมั่นใจว่าประเทศไทย จะรอดพ้นจากข้อกล่าวหาของทางการสหรัฐ เนื่องจากยอดการเกินดุลการค้าที่มีต่อสหรัฐในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเพียง 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นมูลค่าที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยเฉพาะจีนที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงถึง 3.8 แสนล้านดอลลาร์ หรือแม้แต่ เยอรมนี ญี่ปุ่น และ แม็กซิโก ซึ่งเกินดุลการค้ากับสหรัฐในระดับ 6-7 หมื่นล้านดอลลาร์ขึ้นไป
ทางการไทยเชื่อว่า ด้วยมูลค่าการเกินดุลที่เล็กน้อย ทำให้ประเทศไทยไม่ใช่เป้าหมายหลักที่รัฐบาลสหรัฐจ้องเล่นงาน เพราะสหรัฐดูเหมือนจะฉายสปอตไลน์ไปที่จีนเป็นหลัก โดยเฉพาะคำสั่งฉบับนี้มีขึ้นเพียง 1 สัปดาห์ ก่อนที่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน จะเดินทางไปเยือนสหรัฐอย่างเป็นทางการในช่วงวันที่ 6-7 เม.ย.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เรามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไทยไม่ควรประมาท เพราะต้องไม่ลืมว่า “เป้าหมาย” ของคำสั่งพิเศษในครั้งนี้ ดูที่ “เจตนา” เป็นหลักว่า ทั้ง 16 ประเทศมีการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐหรือไม่ รวมทั้งมีการเอารัดเอาเปรียบด้วยวิธีการต่างๆ จนสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐหรือไม่
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ กล่าวหาทั้ง จีน ญี่ปุ่น และ เยอรมนี ว่า พยายามบิดเบือนค่าเงินของตัวเองเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้า แต่ดูเหมือนตลาดการเงินจะเข้าใจสถานการณ์ของทั้ง 3 ประเทศดี โดยเฉพาะจีน ซึ่งดูเหมือนว่าทางการพยายามที่จะออกมาตรการเพื่อหยุดยั้งการอ่อนค่าของเงินหยวนมากกว่าที่จะทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลง
ขณะที่ไทยเอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงที่ผ่านมา มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะมองว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งพักเงินชั้นดี เนื่องจากค่าความผันผวนของเงินบาทต่ำ อีกทั้งมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง จึงมั่นใจได้ว่าเมื่อเข้ามาลงทุนแล้ว สามารถออกไปได้โดยไม่มีปัญหาอะไรรวมทั้งไทยยังมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงต่อเนื่อง บ่งชี้ว่า ฐานะประเทศมีความแข็งแกร่ง และค่าเงินจึงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติ เลือกไทยเป็นเป้าหมายแรกๆ ในช่วงที่ต้องการหลบเลี่ยงการถือครองสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ส่งผลให้เงินบาทช่วงที่ผ่านมามีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง แต่การแข็งค่าของเงินบาทที่มากกว่าประเทศคู่ค้าและคู่แข่งกันนี่เอง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มองว่า ไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา ธปท. จึงเข้าแทรกแซงในตลาดเงินเป็นระยะ สะท้อนผ่านตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ประเด็นการแทรกแซงค่าเงินนี้ อาจเป็นหนึ่งในจุดอ่อนไหว ที่สหรัฐมีโอกาสหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันบนโต๊ะเจรจา เพื่อกล่าวหาไทยว่า บิดเบือนค่าเงินเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการค้า ซึ่งเราหวังว่ารัฐบาลไทยจะไม่ประมาทกับเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้าสหรัฐจ้องที่จะเชือดปลาเล็กโชว์ปลาใหญ่ ประเทศไทยก็สุ่มเสียงที่จะถูกมาตรการลงโทษจากสหรัฐได้เช่นกันแต่เรายังเชื่อว่า รัฐบาลไทยมีความสามารถพอที่จะอธิบายเหตุผลให้ทางการสหรัฐได้เข้าใจ ขอเพียงแค่ทีมเจรจาของไทยทำการบ้านมาอย่างดี






