ในที่สุด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ก็มีผลบังคับใช้แล้ววานนี้
(6 เม.ย.) หลังจากหลายภาคส่วนตั้งตารอ เพราะการมีรัฐธรรมนูญ สะท้อนชัดว่าประเทศไทย กำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปลายปี 2561 หรือในอีกไม่เกิน 1 ปีจากนี้ จากความชัดเจนที่เกิดขึ้น ทำให้บรรดานักธุรกิจน้อยใหญ่ ต่างขานรับในเชิงบวก แม้จะกังวลต่อรายละเอียดของกระบวนการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอยู่บ้าง อาทิ ระยะเวลาการร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับรองรับว่าจะทันกาลหรือไม่ แต่โดยภาพรวมล้วนสนับสนุนแนวทางนี้เต็มที่
ดังนั้นสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ นอกจากฟากการเมืองจะกลับมามีสีสันมากขึ้น จากเหล่านักการเมืองที่พูดคุยจับขั้วทางการเมืองกันแล้ว ในส่วนของภาคธุรกิจ จึงคึกคักมีสีสันไม่แพ้กัน ความเงียบเหงาซึมเซาในช่วงที่ผ่านมา เริ่มถูกผลักออก แทนที่ด้วย“ความหวัง”ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย อารมณ์ที่อยากจะ“กลับมาลงทุน”ของนักธุรกิจไทยเริ่มกลับมาอีกครั้ง
สังเกตจากการที่นักธุรกิจไทยและต่างชาติหลายราย ซึ่งมีโอกาสเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการลงพื้นที่ตรวจพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ต่างแสดงความสนใจที่จะลงทุนในพื้นที่อีอีซี ประกอบด้วย 3 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่รัฐอัดฉีดจูงใจการลงทุน ก็ประการหนึ่ง แต่ที่สำคัญหากการเมืองไทยไม่นิ่ง ขาดเสถียรภาพ ก็ไม่อาจดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนที่ใดในโลกได้เช่นกัน
พ้นจากมาตรการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ในช่วงที่ผ่านมา ยังเห็นการกลับมาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของหลายกลุ่มทุนใหญ่ของไทย มูลค่าการลงทุนระดับหลายหมื่นล้าน ไปจนถึงกว่าแสนล้าน โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมผสานขนาดใหญ่ (มิกซ์ยูส) โดยโครงการจะทยอยแล้วเสร็จในปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่จะเกิดการเลือกตั้งใหญ่ในไทย
ขณะที่การลงทุนภาครัฐ เห็นความพยายามในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ด้านคมนาคม ตามแผนในปีนี้ จะมีมูลค่าการลงทุนมากถึง 1.7 ล้านล้านบาท ได้แก่ รถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง รถไฟรางคู่ 12 เส้นทาง รถไฟฟ้าขนส่งมวลชน 7 เส้นทาง และรถไฟชานเมือง 2 เส้นทาง แม้การดำเนินงานจะสะดุดไปบ้าง โดยเฉพาะการยกเลิกเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) รถไฟรางคู่ 5 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กิโลเมตร (กม.) ,นครปฐม-หัวหิน 165 กม. , ลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. ,มาบกะเบา-จิระ 132 กม. และหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กม. รวมระยะทาง 668 กม. มูลค่าลงทุน 9.58 หมื่นล้านบาท โดยรัฐสั่งแก้เงื่อนไขการประมูล ให้แบ่งเป็น “สัญญาย่อย” 13 สัญญา เพื่อเปิดทางให้ผู้รับเหมารายกลางเข้าร่วมประมูลโดยไม่มีอุปสรรคทางเทคนิค และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการ ก็ตาม
บรรยากาศการลงทุนที่กำลังกลับมา ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ในขณะนี้ จึงเป็นแรงส่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รุดหน้า ไปพร้อมกับความเชื่อมั่นที่ว่าการเมือง“กำลังจะดีขึ้นในอนาคต” ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทำให้ความเชื่อมั่นนั้น เป็นความจริงให้ได้






