กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ลงนามคำสั่งพิเศษ
เพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับ 16 ประเทศทั่วโลก โดยไทยเป็นหนึ่งในรายชื่อที่ถูกตรวจสอบในครั้งนี้ด้วย เนื่องจากได้ดุลการค้าสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากติดตามนโยบายของสหรัฐอาจสร้างความตื่นตกใจให้กับบรรดาผู้ส่งออก รวมทั้งคนทั่วไปที่อาจมีความเกี่ยวกับโดยตรงกับการค้าขายกับสหรัฐ ทั้งนี้ทางการสหรัฐจะมีการส่งเจ้าหน้าที่มาเจรจาปัญหา ที่เขามองว่าทำให้เกิดการขาดดุลการค้า และอาจเรียกร้องให้ไทยแก้ปัญหาดังกล่าว
มาตรการของสหรัฐในการตอบโต้ประเทศต่างๆ หากเห็นว่าไม่สามารถแก้ปัญหาการได้ดุลการค้าของสหรัฐนั้น ในขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าจะมีมาตรการใดบ้าง แต่อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่านายทรัมป์กำลังดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งไม่ว่านโยบายเหล่านี้จะสำเร็จหรือไม่ แต่ก็แสดงให้เห็นชาวอเมริกันได้เห็นว่าอย่างน้อยนายทรัมป์ก็พยายามทำตามนโยบายที่หาเสียงตั้งแต่ต้น และไม่ใช่เรื่องแปลกนักหากจะมีการประเมินว่านโยบายนี้ของสหรัฐ อาจเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จน้อยที่สุดก็เป็นได้
ประการแรก หากนโยบายของนายทรัมป์ได้ผล ก็แสดงให้เห็นว่าสหรัฐสามารถต้านทานกระแสการค้าเสรีได้ หรือ สามารถหักเหทิศทางเศรษฐกิจโลกได้ ซึ่งเศรษฐกิจแบบเสรีและระบบตลาดมีการนำมาใช้มานานก่อนหน้านั้น และอาจเป็นระบบที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังดำรงอยู่ได้โดยไม่เสื่อมสลายไป ที่สำคัญระบบเศรษฐกิจเสรีที่ว่านี้ก็มีสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญ หรือนักวิจารณ์มองว่าอันที่จริงแล้วสหรัฐนั่นแหละที่เป็นหัวเรือใหญ่ ในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรีและระบบตลาด ดังนั้น การหันกลับในสิ่งที่ตัวเองร่วมวงมานานจะเป็นไปได้หรือไม่
ประการที่สอง โครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น อาจเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ที่ระบบเศรษฐกิจทุกประเทศเกี่ยวโยงกันหมด ซึ่งการก่อตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาได้ใช้เวลายาวนาน จนมีโครงสร้างมหึมาเป็นโครงข่ายหนึ่งเดียว แม้ว่าสหรัฐจะมีความเชื่อมั่นในขนาดและความได้เปรียบของตัวเอง แต่ก็ยังมีคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะสามารถทำลายหรือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจโลกได้ เพราะหากเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐกับทั้งโลกแล้ว แม้จะมีขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถชี้นำได้ทั้งหมด
ประการที่สาม หากพิจารณาการค้าการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้ อาจกล่าวได้ว่าทุนจากสหรัฐถือว่ามีบทบาทอย่างมากในการค้าการลงทุนของโลก ซึ่งนักลงทุนสหรัฐมีอยู่ในธุรกิจทุกประเภท และทุนเหล่านี้ก็ออกไปลงทุนต่างประเทศเพื่ออาศัยความได้เปรียบในเรื่องเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ รวมทั้งแหล่งทรัพยากรราคาถูกจากต่างประเทศ ดังนั้น หากนโยบายของนายทรัมป์มีประสิทธิภาพจริง ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการลงทุนของสหรัฐในต่างประเทศด้วย นั่นหมายถึงผลประโยชน์ของสหรัฐโดยตรง
จากเหตุผลหลักๆข้างต้น และยังมีเหตุผลอื่นๆอีกมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสหรัฐจะทำตามที่ประกาศไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐสามารถทำได้สำเร็จก็หมายความว่าโลกกำลังจะย้อนกลับไปไกลในอดีต ที่มีการตั้งกำแพงการค้าสารพัดด้าน ซึ่งเคยเป็นระบบเศรษฐกิจที่ถูกประณามว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาสังคมมนุษย์ และหากทุกประเทศดำเนินการตามสหรัฐ ก็เท่ากับว่าเรากำลังจะย้อนหลังกลับไปใช้ระบบเดิมที่มีมานานหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคต้นของการกำเนิดระบบทุนนิยมโลก แต่หากพิจารณาอีกด้าน นโยบายดังกล่าวอาจเป็นเพียงแค่กลยุทธ์ทางการค้าของสหรัฐ ที่ต้องการสร้างความได้เปรียบภายใต้ระบบเดิมก็เป็นได้









