วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชาธิปไตยเริ่มจากภายใน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดสินใจถอนร่างกฎหมาย

ประกันสุขภาพออกจากสภา หลังพบว่าอาจมีเสียงสนับสนุนภายในพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภาคองเกรส ไม่ถึง 215 เสียง แม้ว่าพรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร 237 เสียงจากทั้งหมด 435 เสียง ได้สร้างความกังวลว่านโยบายต่างๆ ของนายทรัมป์ที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียง และช่วงแถลงนโยบายถึงที่สุดแล้ว อาจไม่มีนโยบายใดเลยที่สามารถทำได้ทั้งหมด

ในช่วงแรกหลังจากได้รับการเลือกตั้ง นโยบายของนายทรัมป์ได้สร้างความวิตกไปทั่วในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการกีดกันการค้า และนโยบายการกีดกันคนมุสลิม ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจโลกจากการคาดเดาของตลาดเงินตลาดทุน แต่ภายหลังจากบริหารประเทศ คำสั่งต่างๆของประธานาธิบดี โดยเฉพาะการห้ามชาวมุสลิมจากหลายประเทศเดินทางเข้าสหรัฐ ได้ถูกผู้พิพากษาในหลายรัฐระงับคำสั่งดังกล่าว ซึ่งทำให้นโยบายของนายทรัมป์ไม่ได้สามารถบังคับใช้ได้

ประเด็นการเมืองสหรัฐ ถือว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะบทเรียนสำหรับการเมืองของไทย เพราะหากเป็นกรณีของไทยแล้ว เราเชื่อว่านโยบายที่นายกรัฐมนตรีต้องการและต้องผ่านสภานั้น ถึงที่สุดแล้วก็จะผ่านโดยง่ายดาย หรือเรียกว่าพวกมากลากไป ซึ่งในบางเรื่องไม่ได้มีการถกเถียงในรายละเอียดว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร กล่าวคือไม่ได้มีการถกเถียงนโยบายต่างๆเท่าที่ควร ซึ่งทำให้การเมืองไทยแม้จะมีรูปแบบประชาธิปไตยก็จริง แต่ในที่สุดแล้วกระบวนการประชาธิปไตยก็แทบไม่มีความหมาย

จากปรากฏการณ์ทางการเมืองของสหรัฐ ชี้ให้เห็นว่าการเมืองสหรัฐมีระบบการคานอำนาจที่น่าศึกษาอย่างมาก แม้ประธานาธิบดีมีอำนาจมากที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดำเนินนโยบายทุกอย่างได้ตามความพอใจ ซึ่งหากเป็นเรื่องที่ปราศจากเหตุผลและส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนแล้ว ก็มีระบบการคานอำนาจประธานาธิบดีได้ อย่างกรณีคำสั่งห้ามชาวมุสลิมเข้าประเทศเป็นต้น นั่นหมายความว่าเสียงส่วนใหญ่ที่มอบหมายผ่านตัวแทนนั้นไม่ได้มีความถูกต้องเสมอไป

อย่างกรณีการไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายประกันสุขภาพ ซึ่งเป็นการยกเลิกนโยบายของรัฐบาลชุดที่แล้ว ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่าแม้แต่พรรคเดียวกัน ก็ใช่ว่าจะสนับสนุนนโยบายของประธานาธิบดีทั้งหมด โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์จากในพรรคเองว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งไม่ว่าจะมาจากเหตุผลใด แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่าการเมืองสหรัฐ ยังมีการตรวจสอบกันหลายชั้นกว่าจะประกาศออกมาได้ และพรรคเดียวกันก็ใช่ว่าจะเห็นพ้องไปทางเดียวกัน

เมื่อกลับมาดูการเมืองไทยที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาประชาธิปไตยไทยไปต่างๆนานา แต่หากเปรียบเทียบกับสหรัฐในกรณีที่กล่าวมาข้างต้น ชี้ให้เห็นว่าไทยยังต้องพัฒนาไปอีกมากกว่าจะได้ระบบประชาธิปไตยที่ดี อย่างเช่น การคัดค้านนโยบายที่ตนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ที่มาจากพรรคเดียวกันนั้นก็นับเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ยกเว้นกรณีเกิดความแตกแยกในพรรคเดียวกันเท่านั้น หรือการคัดค้านนโยบายเราก็ไม่เห็นการชี้แจงอย่างมีเหตุมีผล

ดังนั้น ในยุคของการปฏิรูปในขณะนี้ และคาดหวังว่าเราจะได้ระบบการเมืองที่สมบูรณ์ขึ้นนั้น ยังคงต้องพิจารณาในประเด็นเหล่านี้ว่าการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและที่มาของอำนาจในระบบการเลือกตั้งนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องขึ้นกับจิตวิญญาณของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเองด้วย ดังนั้น การปฏิรูปการเมืองใดๆที่เกิดขึ้นในแง่ของระบบและโครงสร้างทางการเมืองนั้นอาจไม่ใช่คำตอบที่ตายตัวเสมอไป แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้นั้นมาจากภายในตัวของคนไทยทุกคน