วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มาตรการจราจร สำคัญที่คนใช้กฎหมาย

ทันทีที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจมาตรา 44

ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่14/2560 เรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ก็ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทันที ทั้งความเห็นจากฝ่ายที่เห็นด้วย ฝ่ายที่เห็นแตกต่างด้วยความห่วงใย รวมไปถึงฝ่ายที่เห็นด้วยในสาระสำคัญแต่ยังขัดข้องที่การออกคำสั่งพิเศษ แทนที่จะเป็นการออกกฎหมายปกติ 

เรื่องนี้แต่แรกเป็นข้อเสนอจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ร่างมาเป็นพระราชบัญญัติจราจรทางบก ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)และผ่านความเห็นชอบไปตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งในความเป็นจริงตามกระบวนการก็จะต้องนำเข้าสู่คณะกรรมการกฤษฎีกา และนำกลับมาให้ ครม.เสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาผ่านความเห็นเป็นกฎหมายและประกาศให้มีผลบังคับใช้ แต่ก็มีคำอธิบายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าเกรงจะล่าช้า โดยเฉพาะจะไม่ทันการณ์การดูแลประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

เนื้อหาสาระสำคัญของคำสั่งของหัวหน้าคสช. มีด้วยกันรวม 3 เรื่องหลัก เรื่องแรกว่าด้วยการยกรถที่กีดขวางการจราจรหรือกระทำผิดกฎหมาย หากพบมีการจอดรถที่กีดขวางต่อไปนี้เจ้าพนักงานก็จะยกไปเก็บรักษาไว้ โดยที่อาจจะต้องมีประกาศหรือกฎกระทรวงรองรับการปฏิบัติตามนี้อีกชั้นหนึ่ง โดยให้ผู้ที่ถูกยกรถเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการยกรถรวมไปถึงค่าใช้จ่ายการเก็บรักษา ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกหยิบมาพูดจากันมากนัก อาจเพราะดูไกลตัวและไม่ใช่เรื่องในชีวิตประจำวัน

ต่างไปจากการบังคับให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง ซึ่งหมายรวมไปถึงผู้โดยสารที่เบาะหลังที่บ้านเราไม่คุ้นเคยกันมาก่อน จนถึงขนาดบางคนมีคำถามว่าเบาะด้านหลังมีเข็มขัดด้วยหรือ ทั้งที่โดยปกติรถยนต์ผลิตออกมาทั่วโลกจะมีเข็มขัดนิรภัยมาทุกที่นั่ง เพราะเป็นภาคบังคับและเป็นกติกาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของหลายประเทศมานาน โดยเฉพาะประเทศที่มาตรฐานความปลอดภัยสูงอย่างประเทศในแถบยุโรป ส่วนกรณีรถกระบะหรือรถโดยสารรุ่นเก่า ที่หลายคนกังวล กรมขนส่งทางบก ก็กำลังมีการพิจารณาถึงแนวปฏิบัติ โดยมีเส้นกำหนดให้ทันวันสงกรานต์เช่นเดียวกัน

ส่วนประเด็นที่น่าจะเป็นสาระสำคัญที่สุดของคำสั่งนี้ก็คือ การละเมิดกฎจราจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ ที่ได้รับใบสั่งแล้วไม่ไปชำระค่าปรับ ที่ล่าสุดพบว่ามีสถิติ“ไม่ชำระ”มากกว่า 80% ขั้นตอนจากนี้ไปก็จะมีการให้กรมขนส่งทางบกตรวจสอบ ถ้าพบมีการค้างชำระค่าปรับ ต้องดำเนินการให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วค่อยนำหลักฐานมาขอรับป้ายวงกลม ไม่เช่นนั้นก็จะต้องมีการสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย รวมไปถึงการงดออกเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี

ในแง่เนื้อหาทั้งหมดนั้นหมดนั้นถูกยอมรับ ว่าเป็น“เรื่องดี” หากสามารถปฏิบัติได้จริง แต่ที่หลายฝ่ายยังเป็นกังวลคือสถานภาพของกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้วประเทศไทยคงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยมาตรา 44 และในอนาคตอันใกล้นี้ก็คงจะไม่สามารถมีมาตรา 44 ได้อีก จึงควรที่จะมีกฎหมายที่อยู่ได้อย่าง“จีรัง” ปิดทางคนที่ต่อต้านเพียงเพราะเห็นว่าเป็นคำสั่งพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยมีกฎหมายดีๆ มากมาย แต่ที่ยังวุ่นวายเพราะ“การบังคับใช้”มีปัญหา รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่ายิ่งกฎหมายมีบทลงโทษ“หนัก”เท่าไร ก็จะเป็นช่องทางให้ฉ้อฉลได้มากเท่านั้น สิ่งเหล่านี้รัฐบาลต้องคิดควบคู่กันไปด้วย