นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ ของรัฐบาลเริ่มขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะนโยบายสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ คือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่งขณะนี้เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีความชัดเจนในเรื่องการสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ตามเป้าหมายประเทศไทย 4.0 เพียงแต่รอการลงทุนจริงเข้าไปในพื้นที่เท่านั้น
หากฟังความเห็นของภาคเอกชนและนักลงทุน ต่อนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ในช่วงแรกยังเต็มไปด้วยข้อสงสัยและคำถามว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับนโยบายการยกระดับเศรษฐกิจของประเทศของรัฐบาล แต่เมื่อโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานเริ่มทยอยเกิดขึ้นและสิทธิพิเศษจูงใจต่างๆ ได้รับการอนุมัติ ความมั่นใจเริ่มมีมากขึ้นและบางรายเริ่มวางแผนการลงทุนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมรายใหญ่ของภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ของไทย
การขับเคลื่อนของรัฐบาลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากบทบาทของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาขับเคลื่อนด้วยตัวเอง และสร้างความมั่นใจว่าโครงการนี้จะต้องเดินหน้าต่อไป แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยมีการบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ดังนั้นจึงเป็นการรับประกันว่าไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างไร โครงการนี้ก็ยังเดินหน้าต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม หากติดตามแผนงานทั้งหมดของรัฐบาล จะเห็นว่านโยบายด้านการลงทุนของรัฐบาล มีความชัดเจนและสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือเรื่องสภาพแวดล้อมและผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะอย่าลืมว่าจากการพัฒนาโครงการชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกหรืออิสเทรนซีบอร์ด ได้ส่งผลกระทบอย่างมากกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายในช่วงแรกยอมรับว่าต่างจากแผนงานเดิมอย่างมาก
หลังจากการพัฒนาอิสเทรนซีบอร์ดได้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องในพื้นที่อย่างมาก ซึ่งเขตการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรอบเกิดขึ้นจำนวนมากจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ทั้งส่วนของภาคเอกชนและภาครัฐผ่านการนิคมอุตสาหกรรม ผลที่ตามมาก็คือความเสียหายของสภาพแวดล้อมนอกเหนือการควบคุม ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ในขณะที่ประเด็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
หากเปรียบเทียบอีอีซีกับอิสเทิร์นซีบอร์ด จะเห็นได้มีพื้นที่ขนาดต่างกันอย่างมาก เพราะนอกจากจะกินพื้นที่ในสามจังหวัดภาคตะวันออกคือชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทราแล้ว เนื้อที่ยังมีมากกว่าค่อนข้างมาก และอยู่กระจายทั่วพื้นที่เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมเอกชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก ดังนั้นการดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมถือว่ามีความซับซ้อนและความยุ่งยากมากกว่าเดิมค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรในการดูแล
ที่สำคัญอีอีซียังกำหนดให้เป็นพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และเป็นเขตอุตสาหกรรมภาคบริการ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจำนวนมาก ดังนั้น การผลักดันอีอีซีในครั้งนี้จึงมีเดิมพันครั้งสำคัญในเรื่องการดูแลสภาพแวดล้อม ซึ่งหากไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเกิดการสูญเสียทรัพยากรสำคัญของประเทศซึ่งไม่อาจตีค่าเป็นเม็ดเงินได้ และสิ่งที่อยากเห็นในขณะนี้แผนการดูแลสภาพแวดล้อมในอีอีซีเช่นเดียวกับแผนส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยต้องลงรายละเอียดว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร






