วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดัชนีความสุข' สวนทางกับสิ่งที่จะต้อง 'ปฎิรูป'

วันนี้เราต่างยินดีกับดัชนีชี้วัด ที่ระบุว่าประเทศไทยของเรา มีความทุกข์น้อยที่สุด

 แต่ในอีกมุมหนึ่งของสิ่งที่เป็นคดีและไม่เป็นคดีความ แต่เป็นข่าวเป็นเรื่องที่ส่งต่อมาทางไลน์บ้างทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็มี ทั้งเรื่องการวิวาททั้งในร้านอาหาร กรณีมีคนไปซื้อกุ้งรับประทานที่อยุธยาเจอพูดกันไม่รู้เรื่องถูกเจ้าของร้านทำร้ายร่างกาย ตามมาด้วยคดีผู้ใหญ่ตักเตือนบริกรแรงไปกระทั่งเป็นคดีความ คดีรุมฆ่านักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร คดีทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยเพราะอาจพูดจาไม่เป็นที่สบอารมณ์ ล้วนเป็นคดีที่สะท้อนถึงความรุนแรงในสังคมทั้งในท้องถนน สถานศึกษา ที่ทำงาน อื่นๆ อีกมากมาย

นี่คือ อีกดัชนีชี้วัดที่ไม่อาจมองข้ามไปได้โดยทึกทักไปเองว่า เราดีแล้วเจริญกว่าคนอื่นแล้วอยู่อย่างนี้ดีแล้ว ถ้าจะพูดด้วยองค์ความรู้เชิงการศึกษาวิจัย ก็บอกได้ว่า ความดีใจที่เผยแพร่มามันอาจเป็นเพราะคำถามอาจไม่ครอบคลุม อาจมีคำถามนำ มองไม่ครบทุกมิติ หรือ กลุ่มเป้าหมาย (ผู้ถูกถาม) อาจไม่ใช่คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยแต่เป็นนักท่องเที่ยวเป็นผู้คนที่เคยมาสัมผัสสังคมไทยของเราชั่วครู่ชั่วยาม แต่ก็ต้องดีใจที่มีคนภายนอกเห็นสังคมเราน่าอยู่ หลายเมืองของเรายังคงติดอันดับเมืองน่าอยู่แม้กระทั่งเชียงใหม่ที่มีคนบ่นรถติด มีคนบ่นบริการสาธารณะเอาเปรียบไม่สุภาพหรือเป็นนักเลงอันธพาล ก็ต้องถือให้เป็นกำลังใจของผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการประเทศที่มีส่วนสำคัญให้เกิดบรรยากาศที่ดีที่ทำให้คนอื่นเห็นเราในแง่มุมดี

อย่างไรก็ตามถ้าเราจะเดินหน้าทำการพัฒนาปฎิรูปประเทศในทิศทางที่ถูกต้องและอยากจะให้ จีดีพี หรือผลิตภัณฑ์มวลรวม และรายได้ประชาชาติเข้าข่ายเป็น “ไทยแลนด์ 4.0 ได้” ยังมีสิ่งสำคัญต้องแก้ไขอีกหลายประการ ผมยอมรับว่าความเป็นข้าราชการและการมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสในแวดวงการทำงานเกี่ยวกับการเมือง ทำให้เห็นปัญหาที่รายล้อมอยู่ บางทีเรื่องง่ายที่พึงต้องปฎิรูปก่อนเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวหรือเป็นเรื่องของพวกเรากันเอง คือ ทัศนคติและวิสัยทัศน์ของผู้นำในแต่ละองค์กรของระบบราชการว่าจะสามารถนำพาพัฒนาองค์กรไปได้ยาวไกลหรือไม่ หลายองค์กรในช่วงเกิดคดีสำคัญหลายคดีที่ผ่านมา มีภาพการแถลงข่าวให้สัมภาษณ์โดยผู้นำหน่วยที่แต่งองค์ทรงเครื่องด้วยชุดเครื่องแบบของแต่ละองค์กรอย่างหรูหราสวยงามแต่สังเกตได้ว่า เครื่องแบบที่ออกแบบมาในแต่ละองค์กรยังอาศัยลักษณะสำคัญของเครื่องแบบทหารและตำรวจเป็นหลักใหญ่ มีหมวก มีบั้งอินทรธนู มีสีของเครื่องแบบคละเคล้ากัน บางหน่วยงานมีส่วนผสมของเครื่องแบบครบสามเหล่าทัพและผสมกับลักษณะของเครื่องแบบตำรวจปนเปกัน สะท้อนได้ชัดว่า “ข้าราชการจำนวนมากยังคงหมกมุ่นยึดติดกับความมีอำนาจ และต้องการให้คนภายนอกเกิดความรู้สึกยำเกรง” ผู้เขียนเคยได้พบกับพนักงานราชการในองค์กรแห่งหนึ่ง ที่เขาต้องทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยในองค์กร แต่บังเอิญเครื่องแบบเดิมคล้ายกับตำรวจมาก ทางหน่วยงานต้องการเปลี่ยนเครื่องแบบหรือไม่ให้มีเครื่องแบบ เขาจึงมาร้องขอด้วยความเข้าใจผิดว่าผู้เขียนอาจจะช่วยเขาได้ เขาบอกว่าเครื่องแบบของเขาเป็นตัวช่วยในการทำงานของเขาได้มาก เพราะคนคิดว่าพวกเขาเป็นตำรวจ นั่นย่อมสะท้อนได้ว่า เมื่อเขากล้าจะหลอกตัวเองได้ทั้งที่เขาไม่ใช่ตำรวจหรือทหาร แล้วจะไปคาดหวังความสุจริตใจของเขาในการทำงานได้อย่างไร

เขียนมาเช่นนี้ไม่มีเจตนาเฉพาะเจาะจงให้องค์กรหนึ่งองค์กรใดเสียหาย หรือต้องยกเลิกหรือรื้อระเบียบของการแต่งกายกันใหม่ แต่ที่ย้ำเน้นเพราะการเป็นข้าราชการปกติจะมีเครื่องแบบที่มีกฎหมายรองรับและเป็นความภาคภูมิใจมาช้านาน แต่ระยะหลังเมื่อมีหลายองค์กรที่เกิดขึ้นหรือตั้งขึ้นใหม่ ทั้งที่หลายองค์กรน่าจะทำหน้าที่อย่างอิสระ และการทำงานอาจต้องอาศัยการแฝงตัวหรือเป็นความลับ แต่กลับชอบที่จะให้สังคมรับรู้ว่าตัวเองทำงานในตำแหน่งหน้าที่อย่างใด บางทีความภูมิใจในองค์กรกับความกร่างความรู้สึกอยากมีอำนาจบาตรใหญ่ก็มีเส้นแบ่งที่ทำให้สองสิ่งนี้อยู่ใกล้กันมาก หัวหน้าหน่วยงานบางหน่วยชาวต่างชาติที่ไม่ทราบหรือคนไทยด้วยกันเองยังนึกว่าเป็นนายพล เป็นจอมพล เพราะบั้งอินทรธนูมีทั้งดวงดาวสี่ห้าดวง แถมมีช่อชัยพฤกษ์กำกับเครื่องหมาย

นอกเหนือจากประเด็นว่าด้วยเครื่องแบบแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะทำให้การปฎิรูปประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น คือ การลดอัตตาและอคติในการปฎิบัติหน้าที่ ทัศนคติในลักษณะ พวกเขาพวกเรา (Us and them attitude) เคยทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ในสังคมไทยมานับครั้งไม่ถ้วน ศึกระหว่างสถาบัน การทำงานไม่ประสานไม่บูรณาการกัน ทั้งที่เงินงบประมาณก็มาจากภาษีอากรของประชาชนเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งในหน่วยงานเดียวกันแต่อยู่คนละแผนกก็มีการทะเลาะเบาะแว้งไม่รักสามัคคีกัน ขอให้พิจารณาทบทวนกันว่า ถ้าในระดับเซลล์ (cell) หรือหน่วยย่อยเป็นพิษร้ายแล้ว ระบบหรือร่างกายที่เป็นองค์รวมย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก วันนี้ถ้าจะปฎิรูปประเทศต้องลืมคำว่า “นั่นมันไม่ใช่พวกข้า นั่นมันคนของคนนั้นคนนี้หรือใส่ร้ายป้ายสีสร้างเงื่อนไขกัน “ ถ้าใจไม่กว้างการปฎิรูปน่าจะเป็นโจทย์ยากสำหรับทุกองคาพยพของระบบราชการ