นอกจากเหล่ากูรูเศรษฐกิจ จะคาดการณ์ไว้เมื่อปีที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะมีทิศทางบวก
จากการฝากความหวังไว้ที่การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) มูลค่าหลายแสนล้านบาทของรัฐแล้ว สิ่งที่เริ่มเห็นในขณะนี้ คือ ปรากฏการณ์เชิงบวกของตลาด (Market Sentiment) กับแนวโน้มการค้าและการลงทุนของภาคธุรกิจ ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น เป็นลำดับ เข้าใกล้บททดสอบธุรกิจไทยในไตรมาสแรก
ประเมินจากธุรกิจหลายเซคเตอร์ ต่างออกมาบอกกล่าวถึงสถานการณ์ธุรกิจว่าเริ่มฟื้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายธุรกิจกำลังเดินเข้าสู่ “ฤดูขาย” หรือ ไฮซีซัน ทำให้ต่างทุ่มงบจัดกิจกรรมการตลาดกระตุ้นยอดขายกันสุดแรง
โดยภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่มีมูลค่าตลาดรวมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กว่า 3 แสนล้านบาท ทั้งยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจต่อเนื่องมากมาย ผู้บริหารอสังหาฯรายใหญ่ท่านหนึ่งออกมาเผยข้อมูลว่า สัญญาณยอดขายอสังหาฯในช่วงเดือนมี.ค.ปรับตัวดีเป็นเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ 5 รายใหญ่ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกับตลาดรถยนต์ อีกหนึ่งสินค้าที่มีมูลค่าสูง ผู้ประกอบการต่างทยอยเปิดตัวรถใหม่ เฉพาะเดือนม.ค.เดือนเดียวมีการเปิดตัวรถใหม่แล้วถึง 5 รุ่น และยังเปิดตัวต่อเนื่องถึงเดือนมี.ค. ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเศรษฐกิจชะลอตัวในปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการรถยนต์ต่างเลื่อนการเปิดตัวรถใหม่จากปีที่ผ่านมา มาเปิดตัวในปีนี้แทน ประจวบเหมาะกับเป็นปีที่โครงการรถคันแรกพ้นระยะถือครอง 5 ปี กลายเป็นแรงเสริมตลาด จากการคาดการณ์ว่า จะทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่
ขณะที่ผู้ประกอบการค้าปลีก มูลค่าตลาดรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท ต่างจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย หวังดันบรรยากาศการใช้จ่าย พร้อมกับปลุกตลาดว่า ภาพรวมของตลาดค้าปลีกมีทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้คาดว่าจะมีการจับจ่ายให้สอยเพิ่มขึ้น สมาคมค้าปลีกไทย ยังประเมินว่า สถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกเริ่มไต่ระดับขาขึ้น จากจำนวนนักช้อปไทย และจำนวนนักท่องเที่ยวปีละกว่า 30 ล้านคน ซึ่งจะมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เราเห็นว่า บรรยากาศตลาดที่เริ่มฟื้นตัวนับเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่สะท้อนถึง “อารมณ์ในการจับจ่าย” สินค้าและบริการของผู้คนในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ ซึ่งมีส่วนผลักดันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยไม่มากก็น้อย แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังไม่ผ่านพ้นไตรมาสแรก อีกทั้งยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยว่ากำลังจะฟื้นตัว ก็ตาม
ดังนั้น ภาคธุรกิจ ฯลฯ ควรพยายามหล่อเลี้ยงและประคับประคองบรรยากาศเช่นนี้ไว้ ขณะที่ภาครัฐ ควรเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนเมกะโปรเจคให้เป็นไปตามแผน ซึ่งจะหนุนเนื่องให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ต่อเนื่องให้ภาคธุรกิจลงทุนตามมาอีกระลอก แม้ว่า ความแปรปรวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบมายังเศรษฐกิจไทย จะเป็นปัจจัยที่ยากจะควบคุม แต่เราต้องทำให้เศรษฐกิจไทย “เติบโตจากภายใน” ก่อนเป็นอันดับแรก









