คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าปัญหา “คอร์รัปชัน” เป็นปัญหาสำคัญที่บ่อนทำลายบ้านเมือง
และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งในสังคม ในระบบราชการไทย รวมทั้งในภาคการเมืองไทย มาอย่างยาวนาน เป็นจริงตามหนึ่งในเหตุผลการทำรัฐประหาร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 และถือว่าเป็นทั้งจุดแข็ง และ“จุดขาย”ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกยอมรับและถูกชื่นชมยินดีเป็นอันดับต้น ดังที่ปรากฏตามผลสำรวจของหลายสำนัก หลายต่อหลายครั้ง
วานนี้ (15 มี.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรก หลังจากมีคำสั่ง คสช.ให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ที่ให้นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มานั่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้ แทนประธานกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐ
นายกรัฐมนตรี ย้ำกับผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งพล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกฯ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาฯ ป.ป.ท. นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน นายถวิล เปลี่ยนศรี กรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยย้ำถึงการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกภาคส่วน ด้วยการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดและระมัดระวัง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการเอาจริงเอาจังของรัฐบาล คสช. ทั้งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 และกฎหมายปกติที่มีอยู่เดิม ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงสนับสนุน กลับมีผลงานที่เป็นรูปธรรมออกมาไม่มากพออย่างที่หลายคนตั้งความคาดหวัง แม้ว่าอาจจะดูมีผลงานชัดเจนกว่าหลายยุคสมัยที่ผ่านมาก็ตาม ซ้ำร้ายยังมีบางเรื่องที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่า อาจมีคอร์รัปชันครั้งใหม่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลนี้จากหลายกรณี ่ไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกเปิดออกมาจากความพยายามให้ข่าวจากบุคคลไม่ปรารถนาดี หรือมีข้อมูลชวนให้สงสัยแต่ขาดการอธิบายที่ชัดเจนก็ตาม
จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าคะแนนนิยมต่อรัฐบาล และต่อตัวนายกรัฐมนตรี ที่เริ่มถดถอยลง อาจเป็นเพราะ“คิดดี”แต่ยังไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อมีธงในการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อีกประการหนึ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ปรากฏควบคู่กันก็คือความรวดเร็ว ต้องทำให้ประชาชนได้เห็นและเกิดความมั่นใจถึงเป้าหมายหมายปลายทางของนโยบายปราบโกง ว่าผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นทั้งการสร้างความเชื่อมั่น และเป็นการปรามผู้ที่คิดจะทำความผิดไปในตัว
นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลสะท้อนให้ประชาชนเข้าใจว่า กลุ่มที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชันในบ้านเมือง ก็คือนักการเมืองและกลุ่มข้าราชการ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการทั้งการกำกับดูแล ตรวจสอบ และเอาผิดกับกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายเหล่านี้อย่างจริงจังและชัดเจนกว่าที่ผ่านมา อย่างเช่นการให้ข้าราชการต้องแสดงรายการทรัพย์สินทุกระยะแบบเดียวกับนักการเมือง รวมไปถึงการปฏิรูปตำรวจที่เป็น“เป้า”สำคัญ ส่วนการสร้างจิตสำนึกที่เป็นรูปธรรม อย่าไปให้ความสำคัญมากนักเพราะจับต้องไม่ได้และประเมินผลลำบาก






