วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปราบโกงให้เป็น 'รูปธรรม'

คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าปัญหา “คอร์รัปชัน” เป็นปัญหาสำคัญที่บ่อนทำลายบ้านเมือง

 และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งในสังคม ในระบบราชการไทย รวมทั้งในภาคการเมืองไทย มาอย่างยาวนาน เป็นจริงตามหนึ่งในเหตุผลการทำรัฐประหาร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 และถือว่าเป็นทั้งจุดแข็ง และ“จุดขาย”ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกยอมรับและถูกชื่นชมยินดีเป็นอันดับต้น ดังที่ปรากฏตามผลสำรวจของหลายสำนัก หลายต่อหลายครั้ง

วานนี้ (15 มี.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 ซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรก หลังจากมีคำสั่ง คสช.ให้เปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ ตามองค์ประกอบคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ที่ให้นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) มานั่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้ แทนประธานกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐ

นายกรัฐมนตรี ย้ำกับผู้เข้าร่วมประชุม ทั้งพล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกฯ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาฯ ป.ป.ท. นายมานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน นายถวิล เปลี่ยนศรี กรรมการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยย้ำถึงการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในทุกภาคส่วน ด้วยการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัดและระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการเอาจริงเอาจังของรัฐบาล คสช. ทั้งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 และกฎหมายปกติที่มีอยู่เดิม ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงสนับสนุน กลับมีผลงานที่เป็นรูปธรรมออกมาไม่มากพออย่างที่หลายคนตั้งความคาดหวัง แม้ว่าอาจจะดูมีผลงานชัดเจนกว่าหลายยุคสมัยที่ผ่านมาก็ตาม ซ้ำร้ายยังมีบางเรื่องที่ทำให้เกิดความคลางแคลงใจว่า อาจมีคอร์รัปชันครั้งใหม่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลนี้จากหลายกรณี ่ไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะถูกเปิดออกมาจากความพยายามให้ข่าวจากบุคคลไม่ปรารถนาดี หรือมีข้อมูลชวนให้สงสัยแต่ขาดการอธิบายที่ชัดเจนก็ตาม

จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าคะแนนนิยมต่อรัฐบาล และต่อตัวนายกรัฐมนตรี ที่เริ่มถดถอยลง อาจเป็นเพราะ“คิดดี”แต่ยังไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อมีธงในการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด อีกประการหนึ่งที่รัฐบาลต้องทำให้ปรากฏควบคู่กันก็คือความรวดเร็ว ต้องทำให้ประชาชนได้เห็นและเกิดความมั่นใจถึงเป้าหมายหมายปลายทางของนโยบายปราบโกง ว่าผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ซึ่งจะเป็นทั้งการสร้างความเชื่อมั่น และเป็นการปรามผู้ที่คิดจะทำความผิดไปในตัว

นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลสะท้อนให้ประชาชนเข้าใจว่า กลุ่มที่ก่อให้เกิดการคอร์รัปชันในบ้านเมือง ก็คือนักการเมืองและกลุ่มข้าราชการ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการทั้งการกำกับดูแล ตรวจสอบ และเอาผิดกับกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายเหล่านี้อย่างจริงจังและชัดเจนกว่าที่ผ่านมา อย่างเช่นการให้ข้าราชการต้องแสดงรายการทรัพย์สินทุกระยะแบบเดียวกับนักการเมือง รวมไปถึงการปฏิรูปตำรวจที่เป็น“เป้า”สำคัญ ส่วนการสร้างจิตสำนึกที่เป็นรูปธรรม อย่าไปให้ความสำคัญมากนักเพราะจับต้องไม่ได้และประเมินผลลำบาก