คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบการเรียกเก็บภาษีการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)
จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ราว 1.6 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ปี 2549 กำลังกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ซึ่งเชื่อว่ามีทั้งผู้เห็นด้วยและเห็นใจ เนื่องจากกรณีนี้เคยเป็นประเด็นหนึ่งในความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ดังนั้น การเรียกเก็บภาษีในครั้งนี้ท่ามกลางข้อถกเถียงว่าคดีหมดอายุความหรือไม่ จึงเป็นเรื่องอ่อนไหวและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้โดยง่าย
สำหรับคนที่ไม่เคยติดตามคดีของการขายหุ้นชินฯ มาก่อน ย่อมเกิดความสับสนได้ง่าย เนื่องจากการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กเมื่อปี 2549 มีความซับซ้อนอย่างมาก และเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากและบริษัทในต่างประเทศ อีกทั้งยังมีการต่อสู้ทางกฎหมายกันยาวนาน จนกระทั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท แต่คดีความยังไม่จบสิ้นเนื่องมีการประเมินภาษี จากการโอนหุ้นกันไปมาของคนในครอบครัวก่อนขายให้เทมาเส็ก
จากความซับซ้อนของเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับคดีนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการชี้แจงให้เกิดความกระจ่างว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะหากไม่มีความชัดเจนแล้ว ประเด็นการเรียกเก็บภาษีครั้งนี้อาจทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจขึ้นโดยง่าย เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันคนที่ยังชื่นชอบนายทักษิณก็ยังมีอยู่ไม่ใช่น้อย และต้องไม่ลืมว่าประเด็นการยึดทรัพย์เคยกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่นำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองในอดีตมาแล้ว ดังนั้นประเด็นสำคัญในขณะนี้คือการชี้แจงข้อเท็จจริงเท่านั้น
อันที่จริง คดีนี้มีความเกี่ยวพันกับการเมืองระดับชาติอย่างแยกไม่ออก หากย้อนกลับไปดูคดีตั้งแต่ต้นของการเรียกเก็บภาษีจากรายได้พึงประเมินในครั้งนี้ของคนในครอบครัวชินวัตร เพราะผู้มีอำนาจทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดในช่วงอายุคดีความภาษี ซึ่งผู้ถูกเรียกภาษีมีความเกี่ยวพันกับผู้นำรัฐบาลอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกนักที่ความสนใจในคดีนี้จึงขึ้นลงตามการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติอย่างกรมสรรพากร จึงอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากครม.ให้กรมสรรพากรไปเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ยังต้องมีขั้นตอนอีกมากและยังเป็นประเด็นที่น่าติดตาม ว่าจะสามารถเก็บภาษีได้หรือไม่ เพราะขณะนี้ถือว่าเป็นขั้นเริ่มต้นของการตามเก็บภาษีอีกครั้ง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้นายทักษิณอาศัยอยู่นอกประเทศ และการติดตามเก็บภาษีจำนวนมหาศาลจะทำได้หรือไม่ และหากพิจารณากันแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องยากในการติดตามภาษีจากนายทักษิณ แต่หากจะมีแนวทางเรียกทรัพย์สินส่วนอื่นเพื่อมาชำระภาษีได้บางส่วน
กรณีของคดีภาษีมีความหมายเชิงนโยบายมากกว่าวงเงินที่ต้องเสียภาษี แต่สะท้อนให้เห็นความซับซ้อนของอำนาจทางการเมืองของไทยเอง เพราะหากเป็นคนทั่วไปคงไม่มีปัญหาที่กรมสรรพากรจะตามเรียกเก็บภาษี แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองและให้คุณให้โทษกับผู้บริการส่วนราชการ จึงเป็นอำนาจเชิงซ้อนขึ้นมา และอาจสะท้อนความเป็นจริงในสังคมไทย คือ การใช้อำนาจทางการเมืองเข้าแสวงหาประโยชน์ส่วนตนนั้นสามารถทำกันได้โดยง่าย ซึ่งการใช้อำนาจเช่นนี้จึงสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาความเป็นธรรมในสังคมอย่างมาก
ปัญหาสำคัญจากนี้ไป คือ เราจะมีกฎกติกาอย่างไรไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้น แม้เราจะเข้าสู่ช่วงปฏิรูปทางการเมือง แต่ประเด็นเรื่องการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ส่วนตน-ส่วนรวม ยังไม่เป็นที่ตกผลึกมากนักในสังคมไทย เพราะทุกวันนี้เราจะเห็นปรากฏการณ์การขัดประโยชน์ส่วนตน-ส่วนรวมอยู่ทั่วไป เพียงแต่ในระดับที่มีความแตกต่างกันเท่านั้น ดังนั้นหากจะมองก้าวพ้นจากเม็ดเงินภาษีที่จะเก็บได้หรือไม่ได้ เราต้องมองออกไปว่าสังคมไทยมีกฎกติกาที่ดีพอ เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นหรือไม่







