เมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค.ตามเวลาในประเทศไทย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)
นำคณะเข้าเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศ ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา หลังส่งรายงานให้กับคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ
ในวันแรกแม้ว่าบรรยากาศจะดำเนินไปด้วยความเป็นมิตร แต่ก็มี 10 ประเด็นคำถามจากคณะกรรมการที่ล้วนเป็นเรื่องร้อน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของร่างรธน.ฉบับใหม่ การใช้มาตรา44 บทบาทศาลทหาร การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ
และยังฝากการบ้านให้กลับมาชี้แจงเรื่องโทษประหารชีวิต สภาพของเรือนจำ ความเป็นอิสระของศาลยุติธรรม ที่สำคัญคือนิยามของการ“ปรับทัศนคติ” และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 112
รวมทั้งยังต้องตอบคำถาม 14 ชาติสมาชิกที่ตั้งโจทย์ไว้ล่วงหน้าในการประชุมวันที่สอง อย่างเช่น
เนเธอร์แลนด์ ถามว่ามีพลเรือนกี่รายที่ถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร นับตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา และมีกี่รายที่ถูกเรียกตัวเข้าค่ายทหาร
รัฐบาลจะให้การรับรองอย่างไรว่า ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ จะสามารถแสดงความคิดได้ โดยไม่ถูกดำเนินการจากทหารหรือถูกลงโทษ
สหราชอาณาจักร ถามว่าเหตุใดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงถูกนำมาใช้แทนที่จะเป็นกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา
รวมทั้งคำถามเดียวกันในเรื่องการยุติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร และการกักตัวในที่คุมขังของกองทัพ
สหรัฐ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิกข้อห้าม ที่เกินกว่าเหตุในการแสดงออกถึงสิทธิพลเมือง พร้อมคำถามว่าไทยจะมีอะไรยืนยัน ถึงเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ
ขณะที่ สวีเดน เป็นห่วงการขจัดสื่อลามกอนาจารเด็ก การค้ามนุษย์ และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจากเด็ก
ทั้งหมดนั้นเป็นเสียงสะท้อนจากนานาชาติ ที่ประเทศไทยยากจะปฏิเสธ !!!






