กรณีการจัดเก็บภาษีซื้อขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
กลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงอีกอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้มีการวินิจฉัยออกมาแล้วว่าต้องมีการเสียภาษีจากรายได้พึงประเมินจากการขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์กว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรณีการขายหุ้นในครั้งนี้ถือว่ามีความซับซ้อนในเรื่องของการโอนหุ้น เนื่องจากมีการส่งผ่านและปกปิดผู้มีอำนาจลงนามที่แท้จริงกันหลายชั้น และเกี่ยวข้องกับบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ อีกทั้งเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจทางการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีของประเทศ
ประเด็นเรื่องภาษีถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมากในการเข้าใจของคนทั่วๆไป แม้ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษายึดทรัพย์การขายหุ้นในครั้งบางส่วนราว 4.6 หมื่นล้านบาท แต่ประเด็นภาษีไม่ใช่เรื่องการขายหุ้นจากเงินขายหุ้นกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี แต่เป็นภาษีที่เกิดจากการโอนหุ้นนอกตลาดจากบริษัทนอกประเทศให้กับบุตรของนายทักษิณ ชินวัตร ในราคาหุ้นละ 1 บาท ก่อนมาขายในตลาดในราคาหุ้นละ 49.25 บาท โดยส่วนต่างกำไรที่คิดเป็นภาษีกว่าหมื่นล้านบาท
ประเด็นสำคัญในขณะนี้ คือ การเรียกเก็บภาษีส่วนนี้ คดีได้หมดอายุความไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2555 ซึ่งการวินิจฉัยล่าสุดของกระทรวงการคลังต่อกรณีนี้ในเรื่องของขั้นตอนทางกฎหมายต่างๆนั้นถือว่าคดีได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่คำถามสำคัญที่กรมสรรพากรต้องให้คำตอบกับสังคมคือทำไมจึงปล่อยให้คดีหมดอายุความ ทั้งๆที่คดีนี้อยู่ในความสนใจของประชาชน อีกทั้งเม็ดในการเรียกเก็บภาษีไม่ใช่น้อย และแน่นอนว่าเมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นมา สังคมย่อมเรียกหาคนรับผิดชอบว่าเหตุใดจึงทำให้คดีหมดอายุความและทำให้รัฐเสียประโยชน์จำนวนมหาศาล
หลังจากมีการพิจารณาแล้วว่าคดีนี้หมดอายุความ และคงไม่สามารถดำเนินการเรียกร้องใดๆได้ ทางกรมสรรพากรดูเหมือนจะยังไม่ได้อธิบาย ให้เกิดความกระจ่างกับสังคมเท่าใดนักว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าผู้บริหารสูงสุดของกรมสรรพากร จะต้องออกมาคลี่คลายให้ประชาชน ได้รับความกระจ่างในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด โดยต้องชี้แจงว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น และใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายจากรายได้ภาษีในครั้งนี้ ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้สังคมกำลังรอคำตอบและการชี้แจงจากกรมสรรพากรในฐานหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง
ดังนั้น คำชี้แจงของกรมสรรพากรถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้กรมสรรพากรในฐานหน่วยงานด้านการจัดเก็บรายได้หลักของรัฐบาล พยายามขยายฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีในแต่ละปี แต่การดำเนินการของกรมสรรพากรในการจัดเก็บภาษีนั้น เกี่ยวข้องกับธุรกิจจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมนับล้านคน ซึ่งหากคิดเป็นเม็ดจากคดีภาษีในครั้งนี้ถือว่าจำนวนน้อยมาก ซึ่งหากไม่มีคำอธิบายที่ดีพอ กรมสรรพากร รวมถึงรัฐบาลก็อาจเผชิญกับความเชื่อถือครั้งใหญ่ในเรื่องการจัดเก็บภาษี
ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามเรียกร้องให้คนเสียภาษีอย่างถูกต้องเพื่อเป็นรายได้ในการพัฒนาประเทศ และดูเหมือนคนจำนวนมากต่างก็สนับสนุนแนวทางของรัฐบาล แต่ในเมื่อกรมจัดเก็บภาษีอย่างกรมสรรพากรมีปัญหาในเรื่องความเชื่อมั่นเสียแล้ว สิ่งที่ตามมาก็อาจส่งผลกระทบการจัดเก็บรายได้ เพราะกรณีนี้คนไทยทั่วไปในฐานะผู้เสียภาษีก็คงรู้สึกเปรียบเทียบว่า กฎหมายแทบไม่มีความสำคัญหากมีอำนาจทางการเมือง และอาจรู้สึกไปไกลถึงขั้นที่ว่ารีดภาษีแต่คนรายได้น้อย ในขณะที่คนรวยและมีอำนาจกลับลอยนวล






