วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุจริตจากฐานราก

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) รายงานผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “คนไทยพอเพียงจริงหรือ”

       โดยมีประเด็นที่น่าสนใจนอกจากเรื่องการดำรงชีพตามหัวข้อผลสำรวจ คือ ประเด็นความเห็นต่อกรณีการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งผลสำรวจถึง 46.7% ระบุว่าสามารถรับพฤติกรรมรัฐบาลที่มีการทุจริตได้ หากรัฐบาลแบ่งผลประโยชน์ให้ด้วย แม้ว่าผลสำรวจในครั้งนี้อาจไม่ได้สะท้อนอะไรที่แปลกใหม่มากนัก เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีผลสำรวจที่ออกมาในทำนองนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ย้ำให้เห็นถึงทัศนะของคนไทยต่อการทุจริต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าผลสำรวจทัศนคติของคนไทยต่อรัฐบาลที่มีการทุจริตนั้น ไม่ได้มีการเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าไม่มีการทำหัวข้อนี้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นหากมีการสำรวจเรื่องนี้เป็นระยะและมีการเปรียบเทียบกับ ก็จะช่วยให้เราสามารถรู้ถึงว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทัศนคตของคนไทยมากน้อยแค่ไหน และเปลี่ยนไปในทางที่ยมอรับมากขึ้นหรือน้อยลง ซึ่งเราเชื่อว่าหากมีข้อมูลที่หนักแน่นเพียงพอ ก็อาจมีประโยชน์อย่างมากต่อการดำเนนนโยบายสาธารณะของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาการทุจริต

แต่จากการสำรวจครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าสัดส่วนที่ยอมรับพฤติกรรมรัฐบาลทุจริตที่อยู่ค่อนข้างสูง สะท้อนให้เห็นว่าคนในสังคมยอมรับพฤติกรรมดังกล่าวได้ เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าตัวเองต้องได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งสัดส่วนของประชาชนที่มีทัศนคตเช่นนี้ค่อนข้างสูง ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาารทุจริตไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยมีการออกกฏกติกาต่างๆ มากมายเพื่อป้องกันและลงโทษผู้ทุจริต แต่ไม่ว่ากติกาและกฎหมายจะดีเพียงใด ก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกนทุกฝ่าย ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

การสำรวจในครั้งนี้มีนัยเชิงนโยบายต่อการป้องกันการทุจริตอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าภาครัฐไม่อาจดูแลอย่างทั่วถึงเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต ซึ่งที่ผ่านมา มีการร้องขอให้ประชาชนหรือองค์กรจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมกันตรวจสอบการทุจริตด้วย แต่เมื่อคนไทยเกือบครึ่งตามผลการสำรวจครั้งนี้ยังยอมรับพฤติกรรมทุจริตได้ ทำให้การปราบปรามหรือป้องกันการทุจริตที่ต้องอาศัยประชาชนเป็นหูเป็นตาให้นั้นเป็นไปได้ยากขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีความยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีกหากต้องการให้ประชาชนร่วมมือในการแก้ปัญหา

หากขยายประเด็นเรื่องผลประโยชน์เชิงแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาล กับคนได้ประโยชน์จากการทุจริตไปถึงเรื่องนโยบายสาธารณะอื่น ก็จะเห็นว่ามีพฤติกรรมไม่ต่างกันนัก อย่างกรณีโครงการไฟฟ้าพลังงานลมในที่ดินสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร(สปก.) ซึ่งก็มีการเปิดเผยเช่นเดียวกันว่าประชาชนในบางพื้นที่ยอมรับได้ เนื่องจากบรรดาธุรกิจที่เข้าไปดำเนินการนั้นให้ประโยชน์บางอย่าง ทำให้ไม่เกิดการคัดค้าน ทั้งๆที่การดำเนินการดังกล่าวผิดกฎหมายสปก.อย่างไม่ต้องสงสัย นั่นแสดงให้เห็นปัญหาระดับลึกของคนไทยเองในเรื่องการทุจริต

ดังนั้น ประเด็นปัญหาการทุจริตในสังคมไทย หาใช่เรื่องไม่มีกฏหมายหรือกฏระเบียบมารองรับ เพราะทุกวันนี้เรามีกฏกติกาใหม่ๆออกมาแก้ปัญหากันอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาระยะยาว แต่ปัญหาใหญ่อยู่ที่ทัศนคติของคนไทยต่อเรื่องการทุจริตในสังคม เพราะหากคนยอมรับพฤติกรรมดังกล่าวเพียงเพราะตัวเองได้ประโยชน์ด้วยนั้นก็ชี้ให้เห็นว่าการทุจริตเป็นเครือข่ายทีใหญ่โตมาก เหมือนกับร่างแห่ที่ปกคลุมไปทั้งสังคม และหากกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต้นตอของการทุจริตก็อยู่ตรงนี้เอง

จากความยากลำบากและปัญหาอันซับซ้อนของการทุจริตในสังคมไทย ทำให้การแก้ปัญหาในเรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ดังที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ท่านหนึ่งสะท้อนให้ฟังว่าการต่อต้านการทุจริตต้องทำไม่มีวันจบสิ้น และมีการเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลา ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะแท้ที่จริงแล้วการทุจริตเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทยนั่นเอง