ฟังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศว่า
“เราจะสร้างคลังแสงนิวเคลียร์ให้สหรัฐเป็นเบอร์หนึ่งของโลก”
เขาใช้คำว่า top of the pack
แปลว่าเป็นที่หนึ่งของฝูงประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์
ว่าแล้วเขาก็สำทับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของเขา จะสร้างแสนยานุภาพทางทหารอย่างคึกคัก “คุณจะได้เห็นการสร้างเสริมกำลังทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
ฟังแล้วก็ต้องหนาว...ถ้าเชื่อว่าทรัมป์จะทำจริง มิใช่เพียงแค่พูดจาใหญ่โตเพื่อบลัฟประเทศอื่น
เรื่องอื่นผมอาจไม่แน่ใจว่าทรัมป์จะทำจริงดั่งที่ประกาศหรือเปล่า แต่เรื่องสร้างแสนยานุภาพทางทหารผมเชื่อว่าเขาทำจริง
เพราะแนวทางนี้สอดคล้องกับการสร้างกระแสชาตินิยม ตรงกับ Make America Great Again! และ America First
ไม่แต่เท่านั้น การที่ทรัมป์ประกาศจะเสริมเขี้ยวเล็บให้กับกองทัพสหรัฐนั้น ตรงกับที่เขาบอกว่าจะทุ่มทุนก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างเต็มพิกัด ไม่ว่าจะเป็นถนน สนามบิน ท่าเรือและแน่นอนว่าจะต้องยกระดับการสร้างอาวุธต่างๆ ด้วย
พอทรัมป์ประกาศอย่างนี้ บรรยากาศเก่าสมัยสงครามเย็น ที่มีการแข่งขันกันสร้างอาวุธ เพื่อไม่ให้แพ้ประเทศไหนหากเกิดสงครามหรือที่เรียกว่า arms race ก็กลับมาหลอกหลอนโลกอีกครั้งหนึ่ง
เพราะในขณะเดียวกัน ข่าวคราวจากหลายกระแสก็ชี้ตรงกันว่า ปักกิ่งก็กำลังเร่งสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านทหารในทะเลจีนใต้ รวมถึงระบบต่อต้านขีปนาวุธที่สามารถถูกแปลงเป็นอาวุธในการทำสงครามหากจำเป็น
ก่อนหน้านี้ ผู้นำกองทัพจีนก็ตอกย้ำความจำเป็น ที่จะต้องเสริมสร้างกำลังทหาร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของจีนในย่านนี้ ซึ่งรวมไปถึงคำประกาศของผู้นำเหล่าทัพของจีนว่า “เราต้องพร้อมทำสงครามตลอดเวลา”
ดังนั้น ไม่ว่าทรัมป์กับสีจิ้นผิงจะพูดจาภาษาดอกไม้ เพื่อคลายความตึงเครียดที่เคยมีมาระหว่างเขาหาเสียง และสัปดาห์แรกที่เข้ามานั่งทำเนียบขาว แต่ความเป็นจริงก็คือว่าต่างฝ่ายต่างไม่ไว้วางใจกันและกันในระดับสูง
ยิ่งหากจุดล่อแหลมที่จะเกิดสงครามเช่นเกาหลีเหนือ และอิหร่าน-อิสราเอลยังมีความไม่แน่นอนสูง หากมหาอำนาจเช่นสหรัฐ จีน รัสเซียและยุโรปตกอยู่ในภาวะที่ไม่วางใจในสภาวะความสัมพันธ์ระหว่างกัน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ
พูดง่าย ๆ ว่าตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐ บรรยากาศของโลกเปลี่ยนไปในทางเสื่อมทรามลงอย่างเห็นได้ชัด
เพราะวาทกรรมของทรัมป์ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่อผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย การค้าการลงทุนและท่าทีต่อชาติอื่นที่ไม่ยอมซูฮกให้อเมริกา ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความรู้สึกหวั่นไหว ไม่รู้ว่าสหรัฐจะเอาอย่างไรกับประเทศอื่น
ทรัมป์ยังไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับท่าทีของเขาต่อเอเชียและอาเซียน ขณะที่จีนได้ขยายอิทธิพลบารมีทุกรูปแบบในย่านนี้อย่างคึกคัก และรัสเซียก็เล่นไพ่ต่อรองกับทรัมป์ จับมือกับจีนและยื่นไมตรีกับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
หากผลการเลือกตั้งในยุโรปเช่นฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ออกมา ในลักษณะที่มีผู้นำเอียงขวาสุดขั้วเหมือนทรัมป์ ความไม่ปกติในความสัมพันธ์ของค่ายต่าง ๆ ของโลกก็ยิ่งจะเพิ่มดีกรีมากขึ้นอีก
จึงเป็นประเด็นที่ไทยเราจะต้องเกาะติด ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์โลก อย่างลุ่มลึกและรอบด้าน เพื่อวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ความมั่นคง การทูตและเศรษฐกิจอย่างใจจดใจจ่ออย่างยิ่งทีเดียว






