ครบรอบ 40 วันที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” นั่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่
(กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกสภาคองเกรสครั้งแรกคืนวันที่ 28 ก.พ.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเช้าวันที่ 1 มี.ค.ตามเวลาประเทศไทย) ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด ในแง่ของการลงทุนในตลาดหุ้น คือ ตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ Developed Market ในช่วง 2 เดือน ปรับตัวดีขึ้นกว่า ตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Market
นำทีมโดย “ดาวโจนส์ของสหรัฐ” ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.13% รองมาเป็นตลาดหุ้นเยอรมัน 4.51% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซีย ปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.73% และ 1.31% ตามลำดับ เรียกว่า บวกน้อยกว่าตลาดหุ้นไต้หวัน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.6% 9.6% และ 4% ตามลำดับ
แน่นอนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นพี่ใหญ่ เกิดจากนักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นว่า จากนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะขยายตัวอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่ม North East Asia ที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับสหรัฐ
สถานการณ์ดังกล่าวตรงข้ามกับปีก่อนอย่างสิ้นเชิง สะท้อนผ่านเงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อมาหากำไรจากสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนที่สูงกว่า จนส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย ในฐานะหนึ่งในตลาดเกิดใหม่มีผลตอบแทนสูงถึง 20% ในปี 2559 ถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆในภูมิภาค
สอดคล้องกับความเห็นของ “ประกิต สิริวัฒนเกตุ” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ที่ว่า กระแส Trump’s Trade policy จะทำให้เงินทุนทั่วโลกไหลเข้าตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ตรงข้ามกับปีก่อนที่กระแสเงินจะไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวลดลง
ขณะนี้ยังไม่เห็นท่าทีว่า กระแสเงินจะไหลเข้า “ตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP (ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์) แตกต่างจากกลุ่ม North East Asia อย่างไต้หวัน เกาหลีใต้ และฮ่องกง ที่ยังคงมี “เงินจากฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง”
สาเหตุกดดันหุ้นกลุ่ม TIP เกิดจากแนวโน้ม EPS Growth ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ GDP Growth ยังไม่มีความน่าสนใจมากพอที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงต้องเผชิญหน้ากับสภาวะขาด New Money แถมยังถูกหล่อเลี้ยงด้วยกระแสเงินลงทุนในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด
“เมื่อขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ SET จึงต้องเผชิญหน้ากับแรงขายทำกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการ Sell on Fact ในช่วงโค้งสุดท้ายของการรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส4 ปี 2559”
กูรูด้านการลงทุน แนะนำการลงทุนในช่วงนี้ว่า ควรเลือกซื้อหุ้นที่คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 3% ในเดือนมี.ค.-พ.ค.นี้ เช่น หุ้น KKP หุ้น KTB หุ้น SPCG หุ้น GLOW และหุ้น LH เป็นต้น
ขณะเดียวกันควรหาจังหวะสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีราคาปรับลดลงผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้มีอัพไซด์กว้าง เช่น หุ้น KCE หุ้น TKN หุ้น CHG หุ้น MEGA หุ้น PTTEP และหุ้น SAWAD เป็นต้น
ทว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 23 ก.พ.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศกลับเปิด Short สุทธิอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดสะสมถึง 3.6 หมื่นสัญญา ขณะที่สถานะคงค้าง (OI) ของ SET50 Futures ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บ่งบอกว่า การเปิด Short ของนักลงทุนต่างประเทศเป็นการเปิด Short เพื่อเปิดสถานะใหม่ใน S50M17 มากกว่าที่จะทำการปิดสถานะ Long ที่ยังค้างอยู่ใน S50H17 เท่ากับว่า นักลงทุนต่างประเทศเริ่มมีมุมมองเชิงลบต่อตลาดในระยะกลาง









