ประโยคเด็ดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาปะฉะดะกับสื่อมะกันคือ
“Leaks are real. News is fake.”
ได้ความหมายอย่างชัดเจน สะท้อนว่าเขากำลังเปิดศึกรอบด้านเรื่องข่าวและข้อมูลที่เกี่ยวกับเขาจริง ๆ
สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพราะเป็นการวางเดิมพันกันว่าประชาชนคนอเมริกันจะเชื่อใคร... ระหว่างผู้นำประเทศกับคนทำสื่อมืออาชีพ
ทรัมป์ขย้ำใส่สื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา เรียกสื่อหลักที่มีประวัติมายาวนานอย่าง CNN, New York Times, Washington Post และอื่น ๆ ว่าเป็น “fake news outlets” หรือ “องค์กรข่าวปลอม”
ซัดนิวเยอร์กไทม์ว่าเป็น “failing NY Times” หรือเป็นสื่อที่ “ล้มเหลว” ไร้ความหมายสำหรับเขา
แต่ดูเหมือนว่ายิ่งทรัมป์ซัดสื่อเหล่านี้หนักเท่าไหร่ ก็ยิ่งเชื้อเชิญให้คนข่าวปักหลักสู้อย่างทรหดอดทน
บก. ใหญ่ของนิวยอร์คไทมส์ประกาศเพิ่มงบประมาณทำข่าว เจาะเฉพาะทำเนียบขาวภายใต้ทรัมป์อีกปีละ 5 ล้านเหรียญหรือกว่า 160 ล้านบาทเพื่อให้ประชาชนคนอ่านได้รับรู้ข้อมูลและความเป็นไปของ “ท่านประธานาธิบดี” อย่างละเอียดรอบด้าน
บก. ใหญ่ของ CNN ประกาศว่าการที่ทรัมป์เรียกองค์กรข่าวเขาว่า “fake news” นั้นถือเป็นการให้เกียรติอย่างยิ่ง
และการที่ซีเอ็นเอ็นประกาศนโยบายว่า จะเกาะติดข่าวเรื่องทรัมป์อย่างเข้มข้นต่อเนื่องนั้นทำให้คนข่าวของเขา “มีกำลังใจมากขึ้นอย่างมาก”
ทรัมป์ไม่ได้เปิดศึกกับสื่ออย่างเดียว เมื่อเขาบอกว่า Leaks are real นั้น เขากำลังจะบอกว่าหน่วยข่าวกรองต่าง ๆ ของเขาได้แอบเอาข่าว “รั่ว” ออกไปให้สื่อเพื่อโจมตีเขา ดังนั้นเขากำลังจะต้องปราบปรามเจ้าหน้าที่ที่เอาเรื่องที่ประทับตรา “ลับมาก” ไปให้สื่ออย่างจริงจัง
แปลว่าประธานาธิบดีมีความสงสัยว่าหน่วยข่าวกรองหลักของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น FBI, CIA หรือ NSA กำลัง “ก่อขบถ” ด้วยการเอาข่าวที่มีผลกระทบทางลบต่อเขาไปให้กับสื่อที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขา
การเปิดศึกสองด้านพร้อม ๆ กันของทรัมป์เป็นเรื่องใหญ่ที่จะนำไปสู่การเปิดโปงเรื่องราวทั้งหลายของท่านผู้นำอย่างมาก
ความจริง หากทรัมป์ไม่มีจุดอ่อน ไม่มีช่องโหว่ก็คงสามารถอาละวาดฟาดฟันกับสื่อที่ตนไม่ชอบได้ แต่ปัญหาคือเขามีปัญหามากมายหลายเรื่อง ที่ล้วนแต่ทำให้ประชาชนอิดหนาระอาใจมากขึ้นทุกวัน
ไม่ว่าจะเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนที่เขายังมีส่วนผูกพันกับธุรกิจส่วนตัวมากมาย เพราะแม้จะอ้างว่าโอนให้ลูกและญาติแล้ว แต่ในทางปฏิบัติก็ยังปรากฏชัดว่าเขายังได้ประโยชน์จากเครือข่ายธุรกิจอยู่ดี
อีกทั้งกรณีความสัมพันธ์ของเขากับรัสเซีย ก็เป็นหัวข้อที่กำลังถูกตรวจสอบโดย ส.ส. และ ส.ว. โดยเฉพาะของพรรคเดโมแครตที่ต้องการจะให้มีการสืบสาวราวเรื่อง ไปให้ถึงที่สุดว่าเขารู้เรื่องที่ไมเคิล ฟลิน (ที่ปรึกษาความมั่นคงของทำเนียบขาวที่เพิ่งถูกกดดันให้เขียนใบลาออก) ไปพูดกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำวอชิงตันว่าอย่างไร
เกี่ยวกับเรื่องที่อาจจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ต่อรัสเซียที่รัฐบาลสหรัฐฯสมัยโอบามาสั่งดำเนินการหรือไม่
ทรัมป์อ้างว่าไม่ได้สั่งให้ฟลินไปพูดกับทูตรัสเซียในเรื่องนี้
แต่คำถามใหญ่ก็คือว่าทรัมป์รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ และที่สำคัญกว่านั้นคือคำถามว่า“รู้เมื่อไหร่?”
เพราะถ้าหากสอบสวนได้ความว่าทรัมป์รู้ว่าไมเคิล ฟลินไปพูดเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับความมั่นคงของชาติกับรัสเซียแล้ว แต่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อระงับยับยั้งหรือลงโทษฟลิน ปล่อยให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ถูกฟลินหลอก และไปพูดโกหกในที่สาธารณะเรื่องนี้, จะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้มีการสอบสวนเพื่อถอดถอนที่เรียกว่า impeachment ได้
สมัยที่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันโดนสอบเรื่องวอเตอร์เกตจนต้องลาออก ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการ impeachment ก็เพราะตอบคำถามไม่ได้ว่า
What did you know – and when did you know?
ทรัมป์อาจตกม้าตายเพราะสองคำถามง่าย ๆ แต่สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นในวงการเมืองสหรัฐมานักต่อนักแล้ว!






