จากรายงานเบื้องต้นว่าด้วยความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย จัดทำและรวบรวมสถิติต่างๆ
ตั้งแต่เดือนก.ค. 2559 ขององค์การ “อ็อกแฟมประเทศไทย” ทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในหลายระดับ พบรายได้ 1 ปีของคนรวยที่สุดในไทย สามารถนำมาใช้ลดความยากจนคนทั้งประเทศได้ คนรวยที่สุด 10% แรกมีรายได้มากกว่าคนที่จนที่สุด 10% สุดท้ายถึง 35 เท่า ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เศรษฐีระดับพันล้านของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 28 คน จาก 5 คน ทั้งหมดมีทรัพย์สินรวมกันถึง 9,142,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ประชากรไทย 7 ล้านคนยังอยู่ใต้เส้นความยากจน นอกจากนี้ยังพบว่าคนรวยที่สุด 10% เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ และ 5 ปีที่ผ่านมาคนรวยที่สุด 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนที่เหลือทั้งประเทศรวมกัน
นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดความมุ่งมั่นต่อการลดความเหลื่อมล้ำไทยอยู่ในลำดับที่ 122 จาก 155 ประเทศ คนงานนอกระบบ 25 ล้านคน หรือ 64% ของแรงงานทั้งหมดไม่ได้รับความคุ้มครองจากประกันสังคม สิทธิด้านสหภาพแรงงานในไทยยังห่างไกลจากมาตรฐานสากล คนทำงานในเมืองได้ค่าจ้างสูงกว่าคนทำงานนอกเมือง เกษตรกร 2.2 ล้านคนมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน โดย 40% ไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง และ 37% ไม่มีโฉนดที่ดิน ที่เหลือที่ดินไม่พอทำกิน ขณะเดียวกันยังพบว่ายิ่งเจ้าของธุรกิจมีความมั่งคั่งมากเพียงใด โอกาสที่จะลงเล่นการเมืองก็จะมากขึ้น ซึ่งจะทำให้คนรวยสามารถเข้าถึงเครือข่ายต่างๆ เพื่อสนับสนุนนโยบายที่ตัวเองได้ประโยชน์
เมื่อด้านเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำแล้ว ยังนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ทั้งวิถีชีวิต การศึกษา สวัสดิการด้านสุขภาพ การแก้ปัญหาต้องแก้ในทุกภาคส่วนพร้อมกัน เริ่มจากปฏิรูปในภาคเอกชนให้มีห่วงโซ่อุปทานประกอบธุรกิจให้เป็นธรรม คู่ไปกับผลักดันมาตรการลดความเหลื่อมล้ำจากภาครัฐ เช่น ปรับระบบภาษีให้เป็นระบบก้าวหน้า เพิ่มอัตราภาษีผู้มีรายได้สูงและกลุ่มผู้ครอบครองทุน เก็บภาษีที่ดินสำหรับคนที่มีที่ดินมากกว่า 50 ไร่ขึ้นไป เพราะแม้รัฐมีมาตรการเก็บภาษีที่ดิน แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือกลุ่มรายได้ปานกลาง
ผู้บริหารอ็อกแฟมให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา ไทยได้ยกระดับสถานภาพจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง ขณะที่ความยากจนลดลง แต่กลับเผชิญสถานการณ์ที่ความเหลื่อมล้ำในการครอบครองทรัพย์สิน และความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ยังสูงขึ้นเรื่อยๆ คนที่ยากจนตกเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำ ที่มาจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันมอง คือ ลักษณะโครงสร้างของสังคม ระบบ ระเบียบ นโยบายของภาครัฐ และการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ
ทางออกของเรื่องนี้คือ ต้องกล้าพูดและยอมรับจริงๆ ว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก เกษตรกร ชาวประมงพื้นบ้าน ต้องทำงานถึง 4 เดือนถึงจะทำรายได้เท่าคนในเมืองเดือนเดียว เมื่อเกิดความแตกต่างกันขึ้น การยอมรับจะนำไปสู่การตระหนักร่วมกันว่านั่นคือปัญหา ซึ่งไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เป็นปัญหาที่เยียวยาได้
อ็อกแฟมในประเทศไทย เห็นว่ากลุ่มที่มีบทบาทแก้ปัญหา คือกลุ่มผู้บริโภคเมือง กลุ่มธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหวังว่าจะแก้ปัญหาและสื่อสารให้สังคมตระหนักรู้ถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ประชาชนและสังคมจะตื่นตัวช่วยแก้ไข เช่นเดียวกับสังคมประเทศอื่น เช่น สหรัฐ กลุ่มประเทศยุโรป สิงคโปร์ และฮ่องกง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่จำเป็นที่จะจำกัดบทบาทแก้ไขปัญหาเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะทุกคนทุกกลุ่มต่างอยู่ร่วมกัน ฉะนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำร่วมกัน ให้เกียรติ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ปัญหาก็จะได้รับการแก้ไขไปเป็นขั้นๆ









