ถ้าผมเรียกเขาว่า Mr.U-Turn คุณโดนัลด์ ทรัมป์ จะเขียนด่าผมในทวิตเตอร์ของเขาหรือเปล่า?
เขาจะเรียกผมเหมือนที่เรียกสื่อกระแสหลักที่สหรัฐว่าเป็น “dishonest media” หรือไม่?
คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบเพราะทรัมป์เป็นคนที่ “คาดการณ์อะไรล่วงหน้าไม่ได้” (unpredictable) แต่ที่รู้แน่ ๆ คือเขาสามารถปรับเปลี่ยนจุดยืนได้ชั่วข้ามคืน หากการพลิกลิ้นนั้นเป็นประโยชน์ต่อเขา
ทรัมป์โทรศัพท์หาประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนพร้อมกับบอกว่าเขายอมรับนโยบาย “จีนเดียว” แล้ว หลังจากที่เปิดเกมตอนเข้ามานั่งทำเนียบขาวไม่กี่วัน ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับนโยบายนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่าจีนจะเสนออะไรที่เขาเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเขา
แต่ยังไม่ทันที่ปักกิ่งจะยื่นข้อเสนออะไร ทรัมป์ก็ปรับท่าทีเสียแล้ว
เบื้องหลังการ “พลิกผันฉับพลัน” ของทรัมป์นั้นมาจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศ เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน ซึ่งเคยเป็นซีอีโอของเอ็กซอนบอกกับทรัมป์ว่าหากเขาไม่เปลี่ยนท่าที โอกาสที่จะขยับไปข้างหน้ากับจีนในเรื่องต่าง ๆ จะยากเย็นแสนเข็ญมาก
ทรัมป์ไม่ได้เปลี่ยนเพราะกลัวว่าจีนจะโกรธ แต่หวาดหวั่นว่าผลประโยชน์มะกันจะเสียมากกว่า
พอนายกฯญี่ปุ่นชินโซะ อาเบะไปเยือนเขาอย่างเป็นทางการ ทรัมป์ก็แสดงท่าทีระริกระรี้ ดีใจออกนอกหน้า ทำนองว่าเขาสามารถทำให้ผู้นำญี่ปุ่นมา “ซูฮก” ได้ถึงที่
จังหวะพอดีกับที่เกาหลีเหนือทดลองยิงขีปนาวุธลงทะเลตะวันออกใกล้ญี่ปุ่น ทำให้ทรัมป์ต้องแสดงจุดยืนเคียงข้างญี่ปุ่นอย่างเหนียวแน่นด้วยประโยคที่ว่า
“ขอให้ทราบโดยทั่วกันว่าสหรัฐยืนอยู่ข้างหลังญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรอันยิ่งใหญ่ 100%”
หลายคนคงงุนงงเพราะเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้เอง ทรัมป์วิพากษ์ญี่ปุ่นอย่างเสีย ๆ หาย ๆ ว่าเอาเปรียบสหรัฐฯเรื่องค้าขาย พยายามจะปั่นอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนให้อ่อนตัวลงเพื่อส่งออกสินค้าไปสหรัฐได้มากขึ้น ทำให้การได้เปรียบดุลการค้ายิ่งสูงต่อไปอีก
ข้อกล่าวหาที่รุนแรงกว่านั้นคือญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เอาเปรียบสหรัฐมาตลอด เพราะใช้เงินงบประมาณสหรัฐในการปกปักรักษาความมั่นคงของตน โดยที่ตัวเองควักเงินออกมาลงขันในเรื่องนี้น้อยมาก
ถึงขั้นที่ทรัมป์บอกว่าถ้าหากสองพันธมิตรนี้ไม่ยอมเพิ่มงบประมาณในเรื่องนี้ เขาก็จะลดระดับความสัมพันธ์ทางทหาร และหากญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วยตัวเองเพื่อรักษาความมั่นคงตัวเอง ก็ทำไปเถอะ ไม่ขัดข้อง
ถ้อยความนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ว เพราะหากทั้งสองชาตินี้เริ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จริง ความไร้เสถียรภาพก็จะพุ่งพรวดพราด และโอกาสจะเกิดสงครามมหาประลัยก็จะอยู่ไม่ห่างไกลนัก
ผ่านไปไม่ถึงสองสัปดาห์ ทรัมป์กอดรัดกับอาเบะ และรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เจมส์ แมททิส ไปเยือนสองประเทศนี้พร้อมกับแถลงความพอใจ ในระดับงบประมาณที่สองประเทศนี้สมทบเพื่อสร้างระบบความมั่นคงร่วมกับสหรัฐ
ทรัมป์สามารถพลิกพลิ้วชิวหา 360 องศาได้อย่างง่าย ๆ เช่นนี้อาจจะทำให้บางคนสบายใจว่าอะไร ๆ ที่เขาเคยพูดข่มขู่รังแกใครนั้นเป็นเพียงการ “บลัฟ” เพื่อต่อรองเท่านั้น ไม่ได้ “บ้า” หรือ “เพี้ยน” มากมายนัก
แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าหากเขาคิดว่าเขาสามารถพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่ตามมา และปรับเปลี่ยนไปมาได้ตามอารมณ์และผลประโยชน์ของตน ประชาคมโลกจะคบหาเขา และวิเคราะห์สหรัฐอเมริกาในฐานะเพื่อนหรือศัตรูได้ถูกต้องแม่นยำอย่างไร
ทรัมป์บอกว่าไม่สน...ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ ทุกคนปรับตัวตามฉันก็แล้วกัน
กติกาอย่างนี้ไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกที่ต้องการความจริงใจ ชัดเจน เสมอภาคนะครับ






