วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เติมเต็มทักษะต่อยอดจากใบปริญญา

ปริญญาเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนมั่นใจว่าสามารถทำการงานได้ดั่งที่ตนคาดหวังตั้งใจไว้

แต่หลายคนที่ช่วงโชติในชีวิตในมหาวิทยาลัยล้มเหลวอย่างสิ้นท่าในชีวิตการงานนอกรั้วมหาวิทยาลัย เพราะในชีวิตจริงไม่มีอาจารย์มาคอยบอกให้ทำนั่นทำนี่ ไม่มีอาจารย์มาคอยแก้ไขความผิดพลาดให้ ชีวิตจริงต้องการคนที่ตั้งโจทย์ ตั้งคำถามได้เอง ไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งมาบอกให้ทำอะไร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ต่อยอดจากใบปริญญาที่ได้มา เพื่อให้มั่นใจว่าจะสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงานในชีวิตจริงได้

จากการวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยUniversity of Southern California ที่ทำร่วมกับบริษัทใหญ่ด้านข้อมูลแห่งหนึ่ง พบว่าผู้บริหารอยากได้คนทำงานที่มีทักษะสำคัญสี่เรื่อง เพิ่มเติมจากความรู้ในสาขาที่เล่าเรียนได้ปริญญามา แต่น่าสนใจว่าไม่เคยมีการประกาศตรงๆ ในการประกาศรับสมัครงาน แต่จะประเมินผู้สมัครงานว่ามีทักษะนี้มากน้อยเพียงใด โดยวิธีการต่างๆ รวมทั้งการสัมภาษณ์งาน ทักษะที่ได้รับความสำคัญสูงสุดคือ ความมุ่งมั่นใฝ่รู้ หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า Curiosity Quotient ซึ่งคนที่มีทักษะนี้จะกระหายใฝ่รู้ในเรื่องต่างๆในการงานของตน จึงเชื่อกันว่าคนเหล่านี้จะช่วยทำให้การงานที่ยุ่งยากกลายเป็นการงานที่ง่ายขึ้นได้จากการที่ไม่ยอมยึดติดอยู่กับขั้นตอนการงานดั่งเดิม แต่ท้าทายและใส่ใจอยู่เสมอว่าทำไมต้องทำเช่นนั้นต่อไป ใฝ่รู้ว่ามีหนทางอื่นใดบ้างที่ทำทดแทนได้ โดยได้ผลเท่าหรือดีกว่าที่เคยกระทำมา ทักษะนี้ทำให้คนปรับตัวเข้ากับการงานใหม่ๆ ได้ดี หากมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็อาศัยความใส่ใจใฝ่รู้นำการปรับตัวได้ แต่ที่น่าแปลกใจขึ้นไปอีกคือซีคิวลดลงเมื่อตำแหน่งหน้าที่สูงขึ้น ยิ่งใหญ่ยิ่งไม่ใฝ่รู้ เลยยิิ่งทำให้ลูกน้องที่มีซีคิวดี ๆเป็นที่ต้องการของหัวหน้าที่เคยมีซีคิวสูง ๆมาก่อน

อีกทักษะหนึ่งคือทักษะการคิดในภาพรวม มองภาพใหญ่ก่อนวินิจฉัยประเด็นเล็กน้อยที่เป็นส่วนหนึ่งของภาพใหญ่นั้น หรือที่ชอบเรียกกันว่าคิดแบบสามร้อยหกสิบองศา ซึ่งพูดกันเยอะแต่ทำได้จริงๆน้อย โดยเฉพาะในหมู่คนที่ผ่านระบบการศึกษาที่เน้นเรียนเพื่อสอบ มากกว่าเรียนเพื่อรู้ บางวงการเรียกทักษะนี้ว่าคิดเชิงระบบ กล่าวคือสามารถคิดถึงความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ที่รวมขึ้นเป็นระบบใดระบบหนึ่งได้ จะเปลี่ยนอะไรตรงส่วนไหน ก็ตระหนักได้ว่าจะมีผลส่งต่อไปยังส่วนใดในระบบนั้นบ้าง ยิ่งหน้าที่การงานเติบโตขึ้น คนส่วนใหญ่จะคิดแบบสามร้อยหกสิบองศาเก่งขึ้น แต่คนที่เรียนจบใหม่ๆ ทำงานได้ปีสองปียังติดอยู่กับการคิดแบบยังอยู่ในโรงเรียนคือ คิดเป็นเรื่องๆ ตามวิชาที่เรียน ดังนั้น ใครที่ยากก้าวหน้าในการงานเร็วๆ ต้องฝึกตนเองให้รู้จักปะติดปะต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ให้เป็นระบบ รู้ว่ามาจากไหน จะไปทำอะไรต่อ ทำแล้วส่งต่อไปไหนต่อ ปล่อยวางความคิดแยกส่วนที่เคยทำตอนเรียนไปให้หมด

ตอนที่เล่าเรียนในมหาวิทยาลัย เพื่อนร่วมเรียนส่วนใหญ่จะเหมือนๆกันหมด ยิ่งเรียนสูงยิ่งเหลือแต่เพื่อนที่คิดคล้าย ๆกัน ตามแนวคิดของสาขาที่เล่าเรียน แต่ความสำเร็จในการงานวันนี้ต้องอาศัยความสามารถจากผู้คนที่มีหลากหลายแนวคิด ชอบไม่เหมือนกัน วิธีคิดแตกต่างกันไปแทบจะเป็นคนละขั้ว ผู้บริหารระดับสูงจึงต้องการคนที่มีทักษะในการทำงานร่วมกับคนต่างความคิดต่างความชอบ ต่างความถนัด ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นมากๆ เมื่อก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารในระดับกลางที่ต้องดูแลการงานของคนหลากหลายมากขึ้นกว่าผู้บริหารระดับต้น วันนี้ควรฝึกให้ตนเองอดทนกับความแตกต่างทางความคิด และสามารถสื่อสารกันได้ด้วยดี ลดทอนความยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อ ในแนวทางของตนลงไปบ้าง

ความแตกต่างของคนที่มาร่วมงานกัน ทำให้ใครก็ตามที่ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารต้องเข้าอกเข้าใจแต่ละคน วันนี้เอาใจของตนไปเป็นตัวตั้งคิดเรื่องต่างๆแทนคนอื่นไม่ได้ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจความรู้สึกของคนที่คิดต่างเห็นต่าง ทักษะนี้จึงเป็นสุดยอดของทักษะที่จะไม่ใช่แค่ทำให้ทำงานอย่างไร้ศัตรู แต่ยังนำไปสู่การเป็นผู้บริหารที่เป็นที่ประทับใจของทุกคนในวันหน้าอีกด้วย