โอกาสที่จะเกิดสงครามในทะเลจีนใต้ มีมากน้อยแค่ไหน?
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักอาจมีข้อสรุปที่แตกต่างกันไป แล้วแต่มุมมองแต่ละคน ว่าผลประโยชน์ของจีนกับสหรัฐ และตัวละครอื่น ๆ จะสอดคล้องต้องกันหรือแตกระแหงเพียงใด
แต่สำหรับคนชื่อ Steve Bannon ที่ตำแหน่งวันนี้คือ “ที่ปรึกษายุทธศาสตร์” ทำเนียบขาวและเป็น “มือขวา” คนใกล้ชิดและมีอิทธิพลทางความคิดต่อ โดนัลด์ ทรัมป์ มากที่สุด โอกาสของสงครามในทะเลจีนใต้มีสูงทีเดียว
ก่อนที่เขาจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการการรณรงค์หาเสียงทรัมป์ไม่กี่เดือน สตีฟ แบนนอนพูดในรายการวิทยุ (เดือนมี.ค.2016) แบนนอนพูดไว้อย่างนี้
“เราจะเข้าสู่สงครามในทะเลจีนใต้ใน 5-10 ปี ใช่หรือไม่? ไม่ต้องมีข้อสงสัยใดๆ ในเรื่องนี้เลย พวกเขากำลังเข้าไปยึดสันทราย กำลังสร้างอะไรที่เป็นเหมือนเรือบรรทุกเครื่องบินบนเกาะแก่ง และติดตั้งขีปนาวุธบนนั้น พวกเขาทำอะไรต่อหน้าต่อตาสหรัฐ... และคุณรู้ใช่ไหมว่าเรื่องของหน้ามีความสำคัญเพียงใด... และบอกว่านั่นเป็นน่านน้ำทางทะเลเก่าแก่ (ของพวกเขา)”
คำพูดของแบนนอนอย่างนี้ สะท้อนถึงทัศนคติในทำเนียบขาววันนี้เพียงใด ยังต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
แต่ที่แน่ชัดก็คือคนที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของทรัมป์คนใหม่ Rex Tillerson ที่ประกาศว่าจะไม่ยอมให้จีนยึดเกาะแก่งในทะเลจีนใต้เป็นของตนเอง
ตามมาด้วยคำพูดของโฆษกทำเนียบขาว Shaun Spicer ที่กล่าวหาจีนด้วยน้ำเสียงคล้ายกัน อีกทั้งสำทับว่าอเมริกาจะไม่ลังเลที่จะใช้กำลังทหารเพื่อ “ปกป้องดินแดนสากล” จากความพยายามยึดครองของประเทศอื่น
น้ำเสียงจากคนสำคัญในรัฐบาลทรัมป์ออกมาเช่นนี้ ย่อมเป็นการยืนยันว่าประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ กำลังมองปัญหาทะเลจีนใต้จากแง่มุมที่ไม่เป็นมิตรกับจีน อีกทั้งไม่มีการเสนอทางออกด้วยวิถีทางการทูต การเจรจา และการหาทางออกร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะเกิดสงคราม
ขณะที่ทรัมป์เน้นแนวทาง America First อันเป็นการย้ำว่านโยบายของสหรัฐจากนี้ไป จะเน้นทุกอย่างที่อเมริกาได้ประโยชน์ โดยเริ่มจากการค้าการผลิตที่ทรัมป์ต้องการจะดึงการผลิตของสหรัฐฯ กลับบ้านทั้งหมด ส่วนเรื่อง “เขตการค้าเสรี” นั้น ก็จะยกเลิกอะไรที่เป็นเรื่องพหุภาคี หันมาเจรจากันในรูปแบบทวิภาคี สองต่อสอง ซึ่งทรัมป์มีความมั่นใจว่าเขาสามารถต่อรองด้วยเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อเขามากกว่า
แต่ทางด้านทหารนั้น หากฟังจากคนใกล้ชิดทรัมป์ และตีความจากลีลาท่าทีของทรัมป์แล้ว ก็พอจะเห็นภาพว่าสหรัฐจะพยายามใช้นโยบายที่ยังตอกย้ำความเป็น “มหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง” ของตน แต่จะลดการใช้เงินงบประมาณให้พันธมิตร ใช้วิธีต่อรองให้ประเทศทั้งหลาย ควักกระเป๋าเพื่อปกปักรักษาความมั่นคงของตัวเอง
ทรัมป์เข้าทำเนียบชาวได้เพียงสัปดาห์แรกก็หาเรื่องกับอิหร่าน ส่ง “คำเตือนอย่างเป็นทางการ” หลังจากอิหร่านทดลองขีปนาวุธรอบใหม่ และกำลังจะประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม หลังจากที่ยุคโอบามาผ่อนคลายลง เพราะมีข้อตกลงเรื่องอิหร่านลดการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ประเด็นทะเลจีนใต้จะเข้มข้นขึ้น เมื่อทรัมป์หันมามองเอเชีย หลังจากที่รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ James Mattis ไปเยือนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นพร้อมประกาศ “ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ 100%” กับญี่ปุ่นโดยไม่ได้ย้ำเตือนเรื่องที่ทรัมป์เคยขู่เอาไว้ ว่าทั้งสองประเทศจะต้องสร้างระบบป้องกันตัวเองด้วยเงินตัวเอง อเมริกาจะไม่อุ้มชูด้านนี้อีกต่อไป
เมื่อคนรอบข้างทรัมป์แสดงจุดยืนเรื่องบทบาทของสหรัฐในทะเลจีนใต้อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยว่าจีนกำลังเตรียมการตั้งรับ ก้าวต่อไปของทรัมป์ในเรื่องนี้อย่างขะมักเขม้นอย่างแน่นอน
ภาษาและลีลาจากปักกิ่งยังสงวนท่าที ให้โฆษกกระทรวงต่างประเทศและนายทหารบางคนออกมากล่าววาทะแข็งขัน แต่ยังไม่ถึงกับท้าตีท้าต่อย
เอาไว้ได้จังหวะเหมาะเจาะฟังประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ออกมารำมวยจีนลีลา “มังกรยักษ์พ่นไฟ” บ้าง...จะได้หนาว ๆ ร้อน ๆ กันทั่วโลก!






