ตั้งแต่ปลายเดือนม.ค.ถึงปัจจุบัน หุ้นพลังงานทดแทน ปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะ หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวโยงกับพลังงงานลม
เนื่องจากมีปัจจัยกดดันประเด็นการยึดคืนที่ดิน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเรื่องดังกล่าว และผลกระทบส่อเค้าว่าจะลากยาวอย่างต่อเนื่อง จนนักวิเคราะห์แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ไปก่อน
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่า หุ้นพลังงานทางเลือกยังคงต้องเผชิญกับปัญหาระยะสั้นต่อไป จากกรณีที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เตรียมยึดคืนที่ดิน ส.ป.ก. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหลักเกณฑ์ของที่ดิน ส.ป.ก. คือ ที่ดินที่รัฐยกให้เกษตรกรผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ได้เช่าซื้อหรือเช่าเข้าทำประโยชน์ เพื่อเป็นที่ดินทำกิน แต่กลับพบว่าที่ดิน ส.ป.ก. หลายแห่งมีการทำการเกษตรเพียงบางส่วน และไม่มีผู้แสดงสิทธิ์ครอบครอง หรือปล่อยให้นายทุนเข้ามาเช่าหรือครอบครองต่อ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฏหมาย
ส.ป.ก. จึงต้องดำเนินการทบทวนใหม่บริษัทจดทะเบียน ทีมีที่ตั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมอาจจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยา แม้ว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบก็ตาม ได้แก่ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)EA ที่มีโครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานลมใน จ.ชัยภูมิ ถึง 260 เมกะวัตต์และ หุ้นบริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) EGCO มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โครงการใน จ.ชัยภูมิ รวม 97.5เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้ารายอื่น ๆ ที่ถูกตรวจสอบในพื้นที่จ.นครราชสีมา คือบริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) DEMCO,บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) RATCH จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงไปก่อน
บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า ผลกระทบกรณีเลวร้ายที่สุด ซึ่งมีผลต่อราคามูลค่าพื้นฐานที่ฝ่ายวิจัยประมาณการไว้อย่างมีนัยสําคัญต่อ โดยคาดว่ามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นอีเอจะลดลงประมาณ 6.4 บาทต่อหุ้น ในกรณีพัฒนาโครงการหนุมานต่อไม่ได้หุ้นเด็มโก้ ราคาหุ้นจะลดลง 2.5 บาทต่อหุ้น กรณีหยุดขายไฟฟ้าของ WEH) ซึ่งสะท้อนว่าความเสี่ยงยังเปิดอยู่ ขณะที่ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ ส่วนหุ้นราชบุรีคาดผลกระทบ่ไม่มากประมาณ 1 บาทต่อหุ้น หุ้นเอ็กโก้กระทบประมาณ 5 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ หากพิจารณามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด(มาร์เก็ตแคป)ของกลุ่มที่โยงพลังงานลม พบว่าตั้งแต่ต้นปีถึง ปัจจุบันปรับลดลงไปรวมกว่า 2.4 หมื่่นล้านบาท หุ้นที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ หุ้นพลังงานบริสุทธิ์ มาร์เก็ตแคป หายไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท รองลงมาเป็นหุ้นเด็มโก้ มาร์เก็ตแคปหายไปกว่า 1.49 พันล้านบาท ขณะที่หุ้นผลิตไฟฟ้า มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้น 263 ล้านบาท และหุ้นผลิตไฟฟ้าราชบุรี มาร์เก็ตแคป เพิ่มขึ้น 1.08 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้นคงต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ ผลกระทบกรณีนี้จะลุกลามไปแค่ไหน และแต่ละบริษัทจะปรับแผนรับมือกันอย่างไร รวมทั้งถึงเวลาที่ผู้ถือหุ้นที่มีหุ้นเหล่านี้ อยู่ในพอร์ตลงทุนควรตัดสินใจให้ได้ ว่าควรจะถือหุ้นต่อไปหรือโละออกจากพอร์ตลงทุนของตัวเอง






