วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มิสเตอร์รีฟอร์ม': ตำแหน่งใหม่ยุคปฏิรูป ยุทธศาสตร์ ปรองดอง

น่าตื่นตาตื่นใจมากหากจะมีการตั้ง Mr.Reform (มิสเตอร์ปฏิรูป) ประจำกระทรวง

เพื่อประสานงานของ “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง” ชื่อย่อ ป.ย.ป.

คุณสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นเลขานุการ ป.ย.ป. บอกนักข่าวว่าแต่ละกระทรวงต้องแต่งตั้ง “มิสเตอร์รีฟอร์ม” หรือ “มิสเตอร์ปฏิรูป” ประจำกระทรวงละหนึ่งคนเพื่อทำหน้าที่เชื่อมกับคณะกรรมการ ป.ย.ป. เพื่อประสานงานขับเคลื่อน

ท่านบอกว่ามิสเตอร์รีฟอร์มที่ว่านี้จะเป็นระดับรองปลัด อธิบดี หรือรองอธิบดีก็ได้ ที่สำคัญต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีจิตใจมุ่งมั่นที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงกระทรวง

หากถือเป็น “นวัตกรรม” ของระบอบราชการก็น่าจะได้ คำถามมีเพียงว่า Mr.Reform คนนี้จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

เริ่มแรก คณะกรรมการชุดนี้มีภารกิจหนักหน่วงมาก เพราะอ่านชื่อแล้วจะต้องทำเรื่องใหญ่ ๆ ถึงสามเรื่องพร้อมกันคือ

ปฏิรูป

สร้างยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี

ปรองดอง

เพียงแค่พยายามจะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งในสามเรื่องนี้ ให้มีผลงานที่เป็นรูปธรรมก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว นี่เอาสามเรื่องหิน ๆ มารวมอยู่ที่เดียวกัน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็หา “มิสเตอร์ปฏิรูป” มาประสานงานให้ทุกอย่างเดินหน้าตามที่ตกลงกันได้ ถือเป็นเรื่องอภิมหาหินก็ว่าได้

อีกทั้งบอกว่าคนที่จะเป็น Mr. Reform ของแต่ละกระทรวงจะเป็นระดับรองปลัด หรืออธิบดีหรือรองอธิบดีนั้น ก็เป็นประเด็นที่น่าคิดว่าจะหวังผลอะไรอย่างเป็นรูปธรรมได้เพียงใด

ความจริง ปลัดกระทรวงฯคือข้าราชการอาวุโสสูงสุดของกระทรวง มีหน้าที่เป็นพ่อบ้านและนำเอานโยบายทุกอย่างของรัฐบาลมาดำเนินการให้เกิดผลอยู่แล้ว แต่ไฉน “มิสเตอร์รีฟอร์ม” จึงเป็นอีกคนหนึ่ง และมีหน้าที่ซ้ำซ้อนกับปลัดกระทรวงฯโดยตำแหน่งและหน้าที่อยู่แล้ว?

รัฐมนตรีสุวิทย์บอกว่าคุณสมบัติสำคัญของ Mr. Reform จะต้องมีความรู้ความสามารถ มุ่งมั่นสร้างความเปลี่ยนแปลงกระทรวง

แปลว่าปลัดกระทรวงฯ ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้หรืออย่างไร?

อีกทั้งก็จะมีคำถามว่า Mr .Reform จะรายงานตรงกับใคร...กับปลัดฯหรือกับเลขานุการ ป.ย.ป. หรืออย่างไร?

ความจริง แนวคิดที่จะต้องมี “ผู้ประสาน” ประจำกระทรวงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ที่ต้องคิดตั้งตำแหน่งใหม่โดยเรียกชื่อให้ไพเราะนั้นคงจะมาจากปัญหาของการขาด “การประสาน” หรือไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “บูรณาการ” เพียงพอ อันเป็นสาเหตุแห่งความล้มเหลวของโครงการของราชการไม่น้อย

ทางออกจึงน่าจะเป็นการยกเครื่องระบบบริหารของแต่ละกระทรวงเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ประเมินกันด้วย KPI หรือดัชนีผลงานกันอย่างชัดแจ้ง แทนที่จะต้องตั้งตำแหน่งใหม่เพื่อเป้าหมายใหม่สำหรับโครงการใหม่ทุกครั้งไป

ประสบการณ์บอกผมว่าการตั้งใครมาดูแลเฉพาะเรื่องใด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน และทัศนคติใหม่นั้นต้องให้คนระดับสูงซึมทราบ และยอมรับเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงนั้นเอง การเลี่ยงปัญหาด้วยการไปตั้งให้ใครมาทำเรื่องใหม่ โดยไม่ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และความรับผิดชอบของคนทั้งองค์กรมักจะลงเอยด้วยความล้มเหลวเสมอ

จะน่าเสียดายมากหากลงท้าย "มิสเตอร์รีฟอร์ม” กลายเป็น “มิสเตอร์แพะ” เพราะนอกจากจะไม่สามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงแล้ว ก็ยังต้องแบกรับความล้มเหลวนั้นๆ อีกด้วย