วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรณี 21 หญิงไทย สะท้อนปัญหาใต้!

ปัญหาหญิงสูงอายุ จากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูก “นายหน้า” ชักชวน

 (หรือจะเรียกว่า “ล่อลวง” ก็คงไม่ผิด) ให้ไปทำงานผิดกฎหมายในประเทศมาเลเซีย จนถูกทางการมาเลย์จับกุมและกักตัวเป็นพยานในคดี “ค้ามนุษย์” ขยายวงจาก 21 คน เป็น 177 คนนั้น สะท้อนความจริงหลายประการในบ้านเมืองของเรา

อย่างแรก คือ หน่วยราชการไม่ขยับทำอะไร ทั้งๆ ที่มาเลเซียจับกุม “นายหน้า” ในฐานะ “ผู้นำพา” ส่งฟ้องศาลในคดีค้ามนุษย์ไปนานแล้ว แถมหน่วยงานในพื้นที่อย่าง ศอ.บต.ยังรีบร้อนออกตัวแทน “นายหน้า” เสียอีกว่าไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องธุรกิจและการ “สมยอม”

กระทั่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีพัฒนาสังคมฯ ออกมาแอคชั่นว่าเข้าข่าย “ค้ามนุษย์” นั่นแหละ ถึงได้ฤกษ์วิ่งวุ่นจัดการ สะท้อนภาพการทำงานของหน่วยราชการไทยที่ต้องรอให้ “นายสั่ง” ถึงจะขยับ ไม่ได้มุ่งทำงานเพื่อประชาชนเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง

อย่างที่สอง คือ องค์กรต่างๆ ในพื้นที่ที่เคยเป็น “องค์กรเสียงดัง” ในปัญหาชายแดนใต้ โดยเฉพาะเรื่องการพูดคุย/เจรจาสันติภาพ กลับไม่แสดงบทบาทอะไรเลย ทั้งๆ ที่มีคนจากสามจังหวัด โดยเฉพาะหญิงสูงอายุตกเป็นเหยื่อถูกบังคับแรงงาน และต้องสิ้นอิสรภาพอยู่ในต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

สะท้อนว่าเกือบทุกฝ่ายโฟกัสปัญหาชายแดนใต้ไปที่ “ความรุนแรง” และประเด็น “แยกดินแดน” เท่านั้น ขณะที่ปัญหาคุณภาพชีวิตของผู้คนกลับถูกละเลย

ใครที่เคยลงไปสัมผัสพื้นที่จะพบว่าแท้ที่จริงแล้วปัญหาความไม่สงบ ไม่ใช่ปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่กังวลหรือหวาดกลัวมากที่สุด แต่กลับเป็นปัญหาความยากจน ยาเสพติด อาชีพ และราคาพืชผลทางการเกษตร

น่าแปลกที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนและบรรดากองเชียร์ทั้งหลาย อ้างเหตุผลของการต่อสู้ว่าต้องการสร้างสังคมที่ดีกว่าให้กับคนมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อมีปัญหาที่สะท้อนชัดถึงสภาพสังคมที่ย่ำแย่ แลเห็นกันต่อหน้าต่อตา กลับไม่มีใครลงมือลงแรงหรือแม้แต่ส่งเสียงเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา

หรือว่าความยากจนที่บีบคั้นให้หญิงสูงอายุ ต้องทิ้งบ้านไปทำงานไม่ต่างกับขอทานในต่างแดน ขณะที่ลูกหลานต้องออกจากระบบการศึกษา เพราะไม่มีเงินส่งไปโรงเรียน เป็นปัญหาเล็กน้อยกว่าส่วนแบ่งเม็ดเงินงบประมาณ แหล่งทุนจากต่างประเทศ หรือการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง