วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประท้วงที่ Berkeley

สะท้อนอารมณ์ต่อต้านทรัมป์ รุนแรง-ต่อเนื่อง

ขณะที่ผมนั่งเขียนอยู่นี้ การประท้วงค่อนข้างรุนแรงกำลังดำเนินต่อเนื่องที่มหาวิทยาลัย University of California (UC) at Berkeley ต่อต้านบรรณาธิการของเว็บไซต์ Breitbart ซึ่งนักศึกษาเชื่อว่ามีแนวคิด “ขวาตกขอบ” แนวเดียวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

เป้าการประท้วงคือนักเขียนและนักเคลื่อนไหวอนุรักษนิยมชาวอังกฤษชื่อ Milo Yiannopoulos ซึ่งมีความสนิทสนมกับคนในทำเนียบขาวหลายคน

ภาพที่เห็นค่อนข้างน่ากลัว เพราะผู้ประท้วงจุดไฟเผาทั้งสิ่งของและธงชาติมะกัน อีกทั้งยังทำลายข้าวของ ทุบกระจกและตะโกนส่งเสียงพร้อมชูป้ายประท้วงทรัมป์ด้วย

Breitbart เป็นของนายสตีฟ เบนนอนที่วันนี้ผันตัวเองเป็นมือขวาใกล้ชิดของทรัมป์ในตำแหน่ง “ที่ปรึกษายุทธศาสตร์” ที่อยู่เบื้องหลังนโยบายร้อน ๆ หลายเรื่องที่ออกมาตั้งแต่วันทรัมป์รับตำแหน่งทำเนียบขาว

นี่จึงไม่ใช่แค่การประท้วงปกติของนักศึกษาอเมริกัน ที่มักจะแสดงความไม่พอใจต่อบุคคล ที่มีแนวความคิดที่กลุ่มตนไม่เห็นด้วย แต่เป็นการใช้ความรุนแรงทำลายทรัพย์สินและยืนหยัดไม่ยอมรับนโยบายหลายเรื่องของผู้นำคนใหม่

ภาพที่ซีเอ็นเอ็นถ่ายทอดสดยังเห็น “ชายชุดดำ” มีผ้าปิดหน้าปิดปากใช้ไม้และท่อนเหล็ก เข้าไปทุบทำลายกระจกของตึกมหาวิทยาลัยอีกด้วย ตำรวจใช้กระสุนยางเพื่อสลายฝูงชน

ทำให้ย้อนคิดถึงภาพนักศึกษาสหรัฐ ต่อต้านสงครามเวียดนาม และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง จัดการกับการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต่อชาวบ้าน

นี่คือภาวะไม่ปกติของอเมริกาตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีเสร็จสิ้น ทำให้ทรัมป์ก้าวขึ้นมาปกครองประเทศ

แม้จะผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง แต่คนอเมริกันเกือบค่อนประเทศก็ไม่ยอมรับ และออกมาแสดงความเห็นต่อต้านคัดค้านอย่างไม่มีวี่แววว่าจะสงบในใกล้ ๆ นี้

ทั้ง ๆ ที่ทรัมป์มาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ด้วยซ้ำ!

วันเดียวกันนี้เองก็มีข่าวว่าทรัมป์ยกหูโทรศัพท์คุยกับ นายกรัฐมนตรีมัลคัล์ม เทิร์นบูล ของออสเตรเลีย ทะเลาะกันจนทรัมป์บอกผู้นำออสซี่ว่า “นี่เป็นการคุยทางโทรศัพท์ที่แย่ที่สุดตั้งแต่ผมยกหูคุยกับผู้นำโลก!” (“This was the worst call by far”)

เป็นเรื่องแปลกมากที่ผู้นำของสองประเทศ ที่เคยมีความสนิทใกล้ชิดกันเหลือหลายวันนี้เกิดอาการ “พูดกันไม่รู้เรื่อง”

เหตุเพราะทรัมป์เคืองที่ผู้นำออสเตรเลียทวงสัญญาว่าอเมริกา จะรับผู้อพยพจากที่พักพิงในออสเตรเลีย 1,250 คน

ทรัมป์บอกว่าถ้าเขารับผู้อพยพจากออสเตรเลีย ก็จะถูก “ฆ่าทางการเมือง” และยังกล่าวหาว่าออสเตรเลียกำลังพยายามจะส่งออก “มือระเบิดบอสตัน” ไปอเมริกาหรืออย่างไร

วาจาอย่างนี้ย่อมสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับนายกฯเทิร์นบูลอย่างยิ่ง เพราะไม่นึกว่าการสนทนากับผู้นำสหรัฐฯ ที่มีความผูกพันกับออสเตรเลียมายาวนานจะมีน้ำเสียงที่ไร้ความเป็นมิตรขนาดนั้น

ทรัมป์เขียนทวีตหลังจากนั้นว่า “เชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลโอบามาได้ตกลง จะรับผู้อพยพผิดกฎหมายหลายพันคนมาอเมริกาจากออสเตรเลีย ผมจะศึกษาที่มาที่ไปของข้อตกลงงี่เง่าเรื่องนี้”

ทรัมป์บอกคู่สนทนาทางโทรศัพท์รอบนี้ว่า เขาได้พูดคุยทำนองนี้กับผู้นำโลกคนอื่นอย่างน้อย 4 คนรวมถึงประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูตินของรัสเซีย “แต่การคุยกับคุณ (หมายถึงนายกฯออสซี่) นี่ห่วยแตกที่สุด”!

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้ยกหูถึงผู้นำญี่ปุ่น, เยอรมัน, ฝรั่งเศสและรัสเซีย ผลการเจรจาต้าอ่วยนั้นคนใกล้ชิดทรัมป์อ้างว่าเป็นไปอย่างฉันมิตรและอบอุ่น

แต่กรณีสนทนากับผู้นำออสซี่เกือบจะกลายเป็นเรื่องท้าตีท้าต่อยกันทีเดียว

ลีลาการใช้วาทะเผ็ดร้อนกึ่ง ๆ ข่มขู่ของทรัมป์อย่างนี้ได้กลายเป็นรูปแบบปกติที่เขาใช้กับการพูดจากับผู้นำอื่น ๆ เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ ระหว่างคุยกับประธานาธิบดีเม็กซิโกเพนา เนโต, ทรัมป์บอกกับผู้นำเพื่อนบ้านทางใต้ว่า “คุณมีมือระเบิดกลุ่มหนึ่งอยู่ที่นั่น แต่คุณไม่ได้ทำอะไรเพียงพอในการหยุดยั้งพวกนั้น ผมคิดว่าทหารของคุณกลัว แต่ทหารของเราไม่กลัว ถ้าอย่างนั้นผมอาจจะต้องส่งพวกเขาลงไปลุยเอง!”

การที่ผู้นำประเทศหนึ่งพูดอย่างกับผู้นำของอีกประเทศหนึ่ง ตีความเป็นอย่างอี่นไม่ได้นอกจากว่า จะเป็นข่มขู่ว่าจะส่งทหารเข้าไปจัดการเรื่องที่เจ้าของบ้าน ไม่สามารถจะทำได้ตามความต้องการของเขา

ยังวุ่นวายได้อีก!