วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หรือความระยำของมหาอำนาจ?

โลกตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายหลังประธานาธิปดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งแบบสายฟ้าแลบ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาห้ามประชาชนจาก 7 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมเข้าสหรัฐ ประเทศเหล่านั้นได้แก่อิหร่าน อิรัค ซีเรีย เยเมน ลิเบีย โซมาเลียและซูดาน คำสั่งมีผลกระทบร้ายแรงทันทีต่อบุคคลกลุ่มใหญ่และทำให้ชาวอเมริกันออกมาต่อต้านอย่างกว้างขวางรวมทั้งประชาชนทั่วไป องค์กรเอกชน บริษัทขนาดยักษ์ นักการเมืองรวมทั้งจากพรรคลิพับลิกันของนายทรัมป์เองและพนักงานของรัฐ ทนายจำนวนมากอาสาออกมาช่วยผู้เดินทางเข้าสหรัฐที่ถูกกักอยู่ตามสนามบินทั่วประเทศ องค์กรทางสิทธิมนุษยชนยื่นฟ้องศาลทันที รักษาการรัฐมนตรียุติธรรมไม่ยอมให้ทนายของกระทรวงออกมาปกป้องคำสั่งเพราะมองว่าผิดกฎหมายส่งผลให้นายทรัมป์ปลด

คำสั่งดังกล่าวถูกประณามเกือบทั่วโลก รวมทั้งโดยผู้นำของหลายประเทศในยุโรปและอเมริกา ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐ นักวิจารณ์หลายคนมองว่าปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่เรียกว่า “การปะทะของอารยธรรม” ตามความในส่วนแรกของหนังสือชื่อ The Clash of Civilizations and the Remaking of World Order ของ Samuel P. Huntington (มีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com) บางคนเสนอต่อไปว่านายทรัมป์ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ตามความในส่วนหลังของชื่อหนังสือนั้นด้วย แต่การออกคำสั่งแบบบุ่มบ่ามตามแนวการใช้อำนาจเชิงบาตรใหญ่ส่งผลให้เกิดปัญหาสารพัด

หนังสือดังกล่าวพิมพ์ออกมาเมื่อปี 2539 มุมมองของหนังสือได้แก่ ต่อไปจะเกิดอะไรหลังสหภาพโซเวียตแตกสลาย ส่งผลให้สงครามเย็นยุติและสหรัฐเป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงประเทศเดียวเมื่อปี 2534 หนังสือสรุปว่า โลกจะตกอยู่ในสภาวะการปะทะกันทางวัฒนธรรมของขั้วต่างๆ 8 ขั้ว โดยบางขั้วมีเพียงประเทศเดียว และบางขั้วมีหลายประเทศ ได้แก่

วัฒนธรรมจีนซึ่งมีประวัติหลายพันปีและในปัจจุบันนี้ประกอบด้วยจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ ชุมชนจีนในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และวัฒนธรรมใกล้เคียงได้แก่เกาหลีและเวียดนาม

วัฒนธรรมญี่ปุ่นซึ่งแยกออกมาจากจีนเมื่อเกือบ 2,000 ปีแล้ว

วัฒนธรรมฮินดูซึ่งมีประวัติประมาณ 4,000 ปี และครอบคลุมพื้นที่ในเอเซียใต้ ศูนย์กลางของขั้วนี้อยู่ที่อินเดีย

วัฒนธรรมอิสลามซึ่งมีประวัติราว 1,400 ปี และมีศูนย์กลางอยู่ที่คาบสมุทรอาระเบียและแผ่ขยายไปถึงหลายทวีป

วัฒนธรรมคริสต์ตะวันออกซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในรัสเซีย

วัฒนธรรมตะวันตกซึ่งเริ่มเมื่อราว 1,300 ปีที่ผ่านมา และมีศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิกและโปรเตสแตนต์เป็นหลักยึด ประกอบด้วยยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

วัฒนธรรมละตินอเมริกาซึ่งแยกออกมาจากยุโรปและมีศูนย์กลางอยู่ในอเมริกาใต้รวมทั้งในอเมริกากลาง

วัฒนธรรมแอฟริกาซึ่งครอบคลุมผืนที่ส่วนใหญ่ในทวีปนั้น

ผู้เขียนมองว่าความขัดแย้งรุนแรงของขั้วต่างๆ จะเป็นดังนี้ ขั้วตะวันตกจะขัดแย้งรุนแรงสูงสุดกับจีนและขั้วอิสลาม จีนจะขัดแย้งรุนแรงสูงสุดกับอินเดียและขั้วตะวันตก กลุ่มอิสลามจะขัดแย้งรุนแรงสูงสุดกับขั้วตะวันตก อินเดีย รัสเซียและขั้วแอฟริกา ส่วนรัสเซียจะขัดแย้งขั้นรุนแรงสูงสุดกับญี่ปุ่น ความขัดแย้งเหล่านี้จะเป็นฐานของการหาพันธมิตรกับขั้วอื่นไว้เป็นฝ่ายตนทำให้การเมืองระหว่างประเทศสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าในสมัยสงครามเย็น

ผู้เขียนเป็นอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เขายึดวัฒนธรรมเป็นฐานของการพิจารณาโดยมองว่าแต่ละขั้วมีความเชื่อมั่นว่าวัฒนธรรมของตนเหนือกว่าของคนอื่น ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจจึงแทบไม่ได้รับความสำคัญ ทั้งที่รากเหง้าของความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นการแย่งชิงทรัพยากรกันเป็นหลัก สหรัฐและอังกฤษใช้ข้ออ้างผิดๆ ว่าอิรัคมีอาวุธนิวเคลียร์จึงส่งกองทัพเข้าไปเพื่อทำลายอาวุธนั้น แต่เป้าหมายได้แก่การยึดทรัพยากรน้ำมันของย่านตะวันออกกลาง เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในย่านนั้นเป็นมุสลิม การต่อสู้กันจึงดูเหมือนเป็นการปะทะระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกับวัฒนธรรมอิสลาม

ทางด้านการขัดแย้งกับจีนนั้นจะรุนแรงมาก เนื่องจากจีนต้องการทรัพยากรไปป้อนเศรษฐกิจเพื่อเลี้ยงประชาชนกว่า 1.3 พันล้านคน ของตนเช่นกัน จีนไม่ได้ส่งกองทัพไปรุกรานใครอย่างจริงจังเพราะยังไม่มีแสนยานุภาพในระดับที่ทำได้ แต่การที่จีนประกาศยึดพื้นที่อันกว้างใหญ่ในทะเลจีนใต้แสดงให้เห็นว่าถ้าทำได้มากกว่านั้นเมื่อไรจีนก็คงจะทำเช่นกัน

ฉะนั้น การปะทะกันจึงมิใช่เป็นเรื่องของวัฒนธรรมหากเป็นความระยำของมหาอำนาจ