การเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัล เป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการก้าวเดินที่สำคัญต่อการ
พัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศโดยเฉพาะด้านแรงงาน ซึ่งภายใต้รัฐบาลยุคปัจจุบัน ทุกภาคส่วนได้ร่วมดำเนินการอย่างเต็มกำลัง โดยในส่วนของกระทรวงแรงงานเองภายใต้การนำของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการในหลายด้านมาอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยในยุคนี้ให้เป็นแรงงานมีฝีมือ มีความพร้อม ที่จะก้าวสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0
ขณะเดียวกันเพื่อให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ด้วยการสร้างความเข้มแข็งตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกลไกประชารัฐ มีความมุ่งมั่นจะนำพาประชาชนสู่การปฏิรูปประเทศในรูปแบบใหม่ โดยมีหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ
การยกระดับจัดตั้งสถาบันนำร่อง 12 แห่งให้เป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสร้างมาตรฐานฝีมือแรงงานและความมั่นใจแก่นักลงทุน สถาบันเทคโนโลยีชั้นสูงทั้ง 12 แห่งนี้ มีจุดเน้นแต่ละด้านแตกต่างกัน เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ได้แก่ 1.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคเหนือตอนบน 2(นานาชาติเชียงแสน) สาขาโลจิสติกส์ ท่องเที่ยวและบริการ 2.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 (อุดรธานี) สาขาเกษตรแปรรูปและอาหาร
- สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง(ขอนแก่น) สาขาโลจิสติกส์ สาขาเมคาทรอนิกส์ สาขาออโตเมชัน 4.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2(อุบลราชธานี) สาขาสียานยนต์ 5.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1(นครราชสีมา) สาขาไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม 6.สถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ภาคตะวันออก (ระยอง)
- สถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ภาคตะวันออก (ชลบุรี) 8.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคใต้ชายแดน (สงขลา) สาขางานเชื่อม สาขาเกษตรแปรรูป [ผลิตภัณฑ์ยาง] 9.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ภูเก็ต) สาขาดิจิตอล สาขาท่องเที่ยวและบริการ 10.สถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ภาคกลางตอนกลาง (สมุทรปราการ) 11.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคกลางตอนล่าง 1 (สุพรรณบุรี) สาขาเกษตรแปรรูป และ 12.สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูง ภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่) สาขาดิจิตอล สาขาท่องเที่ยวและบริการ สาขาเมคาทรอนิกส์ สาขาออโตเมชัน
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานที่เป็น Excellence Center ที่ดำเนินการพัฒนาเฉพาะด้าน ได้แก่ AHRDA (สถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์) เป็นศูนย์ยกระดับการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับสากล เพื่อให้ยานยนต์/ชิ้นส่วนและกลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องมีความสามารถในการแข่งขัน และศูนย์ฝึกอบรมงานเชื่อมมาตรฐานสากล(Training Center for International welding—TCIW) เป็นศูนย์ฝึกอบรมยกระดับขีดความสามารถบุคลากรด้านงานเชื่อม ซึ่งได้รับความร่วมมือทางวิชาการ จากสถาบันการเชื่อมแห่ง Mannheim จากประเทศสหพันธรัฐเยอรมัน
ที่สำคัญยังได้ร่วมกับเครือข่ายการพัฒนาฝีมือแรงงานจำนวน 113 แห่ง อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันไทยเยอรมัน สมาคมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) (SIPA) รวมทั้งสถาบันการศึกษาและสถานประกอบการต่างๆ เพื่อร่วมพัฒนากำลังแรงงานในสถาบันเทคโนโลยีชั้นสูงทั้ง 12 แห่ง
โดยตั้งเป้าเบื้องต้นไว้ 19,864 คน และตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-7 ธ.ค.2559 ดำเนินการแล้วกว่า 4,000 คน ประกอบด้วยการฝึกยกระดับฝืมือแรงงาน 3,442 คน และฝึกเตรียมเข้าทำงาน 633 คน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ใช้เวลาฝึก 4-6 เดือน และมีการฝากฝึกในสถานประกอบกิจการอีก 2 เดือน
สำหรับแรงงานใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยผู้ที่จบหลักสูตรเตรียมเข้าทำงาน จะมีงานทำทุกคน โดยมีสถานประกอบกิจการ ติดต่อจองตัวรับเข้าทำงานหลังจากจบฝึกทันที และสำหรับผู้ที่จบหลักสูตรยกระดับฝีมือแรงงาน จากผลสำรวจการมีรายได้เพิ่มขึ้นของผู้ตอบแบบสำรวจ 486 คน พบว่ามีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนเพิ่มขึ้น 228 บาท รวมรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อเดือน 111,047 บาท และรวมรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปี 1,332,564 บาท ส่วนที่เหลือ 2,936 คน อยู่ระหว่างการสำรวจ
อีกส่วนหนึ่งที่ กพร.ดำเนินการ คือการส่งเสริมสถานประกอบการทั่วประเทศให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาบุคลากรของตนเอง โดยใช้มาตรการจูงในเรื่องการลดหย่อนภาษีอากร โดยการนำค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการฝึกอบรมแก่พนักงานของตนเอง นำไปลดหย่อนภาษีได้ 100% ซึ่งสถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545
และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2557 โดยในปี 2560 มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการฝึกอบรมให้กับพนักงาน รวมทั้งสิ้น 3,499,220 คน ซึ่งกำหนดให้ต้องจัดอบรมด้าน STEM Workforce ไม่น้อยกว่า 50% หรือไม่น้อยกว่า 1,750,0000 คน (การฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับ STEM ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับด้านวิทยาศาสตร์การวิจัย ด้านเทคโนโลยี ด้านวิศวกรรม และด้านคณิตศาสตร์ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นประโยชน์ในการทำงาน)
ซึ่งสถานประกอบกิจการสามารถกำหนดหรือวางแผนการพัฒนาบุคคลากรได้ความต้องการของตนเอง อีกทั้ง กพร. ได้จัดฝึกอบรมในโครงการต่างๆ หลายโครงการ อาทิ โครงการฝึกอบรมฝีมือแรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โครงการฝึกอบรมฝีมือแรงงานรองรับระบบขนส่งด้านโลจิสติกส์ และก่อสร้าง โครงการ Stem work force towards Thailand 4.0 โครงการ พัฒนาศักยภาพแรงงานรองรับอุตสาหกรรม และบริการเพื่อการแข่งขัน โครงการฝึกอบรมฝีมือแรงงานส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และโครงการฝึกอบรมยกระดับรองรับเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบ Clusters และ New Engine of Growth
ประการสำคัญคือทุกภารกิจที่ดำเนินการในขณะนี้ เป็นการขับเคลื่อนและบังเกิดผลแล้ว ทั้งการยกระดับแรงงานเดิม เพิ่มทักษะแรงงานใหม่ เพื่อตอบสนองให้ประเทศชาติเกิดความ “มั่งคั่ง” ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560 -2579) โดยเฉพาะด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ในยุทธศาสตร์การเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และเพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนของประเทศเป็นรูปธรรม กระทรวงแรงงานได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศ 20 ปี (2560-2579) มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานและก้าวสู่ Brain Power ใน 20 ปีข้างหน้าด้วย
----------------------
ธีรพล ขุนเมือง
อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.)









